| ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี |
|
สรรพากรอุดช่องโหว่จัดเก็บภาษี ปรับโครงสร้างบริหารงานภายในหวังดึงรายได้ภาษี ดันขรก.ขึ้นซี7 หรือระดับหัวหน้าทีมย่อยเพิ่มปีนี้อีก 200 อัตรา เล็งส่งทีมลงกทม.และปริมณฑล ขณะที่"ศานิต" เผยเป้าหมายเลื่อนขึ้นซี 7 ทั้งหมด 1,000 อัตรา หวังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจและจะช่วยจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ด้านดีเอสไอเดินหน้าตามแก๊งค์โกงภาษีจากการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทางอินเตอร์เน็ต ชี้ข้อมูลล่าสุดปี 2548 แยกตาม 10กลุ่มร่วม10,000ราย
ตัวเลขจัดเก็บรายได้รัฐบาล 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550( ตุลาคม 2549-เมษายน 2550) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 701,309 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าประมาณการอยู่ 6,925 ล้านบาทหรือ 1% (แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 16,369 ล้านบาท หรือ 2.4%) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นกรมหลักในการจัดเก็บภาษี แต่กลับปรากฏว่า 7 เดือนแรก กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 2,145 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าการจัดเก็บภาษีทั้งปีจะต่ำกว่าประมาณการถึง 25,000-30,000 ล้านบาท
****เพิ่ม200 อัตราขึ้นซี7ลงกทม.-ปริมณฑล
ต่อกรณีดังกล่าว นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงาน โดยพิจารณาเพิ่มตำแหน่งข้าราชการระดับซี 7 เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 200 อัตรา(คน) เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรระดับล่างที่จะได้รับการเลื่อนชั้นขึ้นมา ซึ่งจะมีผลพลอยได้ในเรื่องการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในระยะต่อไปด้วย โดยขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม และอยู่ระหว่างดำเนินการอยู่คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนักจะสามารถสรรหาได้เป็นที่เรียบร้อย
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การเพิ่มอัตราของข้าราชการดังกล่าวไม่ได้เน้นการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เคยหารือกับ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วว่าการบริหารการจัดเก็บภาษีจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ให้ใช้หลักความเป็นจริงและความเป็นธรรม ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น รายได้การจัดเก็บภาษีก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
"ความจริงแล้วเราทำตำแหน่งนี้ได้เป็น 1,000 กว่าอัตรา แต่สามารถจัดทำได้จริงเพียงปีละประมาณ 200 อัตราเท่านั้น เพราะเราต้องเอาตำแหน่งเล็กๆไปแลก และขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนว่า จะพิจารณาเพิ่มโควตาตำแหน่งซี 7 ให้เราเพิ่มขึ้นได้แค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการกรมสรรพากรเพิ่มขึ้น จะได้กลับมามีกำลังใจในการทำงาน หลังจากผ่านเรื่องต่างๆมาในช่วงก่อน ส่วนผลพลอยได้ในเรื่องนี้ คือ เมื่อมีกำลังใจก็น่าจะช่วยให้สามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย" นายศานิต กล่าว
ภายหลังที่คณะกรรมการสรรหาของกรมสรรพากรพิจารณาคัดเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะนำเรื่องเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ให้ช่วยพิจารณาเพิ่มอัตราข้าราชการซี 7 ของกรมสรรพากรเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากปัจจุบันมีระเบียบและหลักเกณฑ์ว่าไม่ให้มีการขอเพิ่มอัตรากำลังคนของหน่วยงานราชการ ทางกรมสรรพากรจึงจำเป็นต้องใช้อัตราข้าราชการระดับซี 3 และซี 4 ไปขอแลกเปลี่ยนเป็นข้าราชการระดับซี 7 แทน ซึ่งหากพิจารณาอัตรากำลังของกรมสรรพากรในขณะนี้ คาดว่าจะสามารถปรับเพิ่มข้าราชการซี 7 ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,000 อัตราแต่เมื่อต้องใช้วิธีการแลกด้วยตำแหน่งข้าราชการระดับเล็กๆแล้ว จึงทำให้สามารถปรับเพิ่มได้จริงประมาณปีละ 200 อัตรา และส่วนที่เหลือสามารถจะตั้งเรื่องขอในหลักการไว้ก่อนได้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ในลักษณะเดียวกันนี้ในระยะต่อไป
****ดึงซี7บริหารจัดเก็บภาษีส่วนกลาง
ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมสรรพากร กล่าวว่า แนวคิดในการปรับโครงสร้างการบริหารการจัดเก็บภาษี ซึ่งนายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพกร มีแนวคิดปรับโครงสร้างภายในนั้น เบื้องต้นคาดว่าจะมีการปรับตำแหน่งข้าราชการระดับซี 7 ของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100-200 อัตรา เพื่อเข้ามาช่วยบริหารการจัดเก็บภาษีในส่วนกลาง คือ ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพและจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น
"การปรับปรุงโครงสร้างการดำเนินงานครั้งนี้ เป็นแนวคิดของอธิบดีกรมสรรพากรที่เห็นว่าหากมีการปรับโครงสร้างภายใน จากระบบทีมงานกำกับดูแลภาษีซึ่งมีซี 8 เป็นหัวหน้าทีมอยู่แล้วนั้น หากมีระดับซี 7 เข้ามาช่วยงานเป็นหัวหน้าทีมย่อยเพิ่มขึ้น ก็น่าที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นด้วย แต่ตอนนี้ยังคงอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างอยู่ และเสนอให้อธิบดีฯเป็นผู้พิจารณา จึงจะสามารถสรุปได้ชัดเจนว่าจะมีระดับซี 7 เพิ่มขึ้นอีกจำนวนเท่าใด แต่หากพิจารณาตามโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว น่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณกว่า 100 คน" แหล่งข่าว กล่าว
ทั้งนี้ การปรับตำแหน่งระดับซี 7 เพิ่มขึ้นดังกล่าว ถือเป็นจำนวนที่มากผิดปกติจากเดิมที่มีการปรับเลื่อนขั้นเพียงปีละไม่เกิน 20 คน แต่เป็นโอกาสที่ข้าราชการที่มีผลการทำงานที่ดี จะได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เลื่อนชั้นสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาดังกล่าวคงไม่ใช่เพียงการเลือกชั้นเท่านั้น แต่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบที่สูงขึ้น และต้องปฏิบัติหน้าที่หนักขึ้นตามเป้าหมายของงานที่ได้รับตามการปรับโครงสร้างใหม่
อนึ่ง ปัจจุบันข้าราชการของกรมสรรพากรมีทั้งหมดประมาณ 20,000 อัตรา เป็นข้าราชการระดับซี 7 ประมาณ 1,700 อัตรา
****สรรพากรรับเป้าจัดเก็บ1.2ล้านล.ปี51
อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวถึง ผลในแง่ของการจัดเก็บรายได้หลังจากที่มีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานดังกล่าวว่า จะยังไม่เห็นผลในปีงบประมาณ 2550 แต่จะเริ่มมีผลได้ในปีงบประมาณ 2551 ซึ่งขณะนี้
ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะกำหนดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2551 ให้แต่ละหน่วยงานเท่าใดบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาในเบื้อต้นแล้ว กรมสรรพากรน่าที่จะได้รับเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2551 ในระดับประมาณ 1,200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2550 ที่ได้รับเป้า จำนวน 1,141,000 ล้านบาท
"อย่างที่ผมเคยพูดไว้แล้วว่า ในปี 2550 นี้ กรมสรรพากรน่าที่จะจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าประมาณการเล็กน้อย ประมาณ 25,000 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง ส่วนในปี 2551 นั้น ถือเป็นเรื่องที่ยังยากอยู่ หากจะให้มีการจัดเก็บเพิ่มขึ้นไปเกินกว่าระดับ 1.2 ล้านล้านบาท แต่อย่างน้อยๆก็ได้มีการดำเนินการในลักษณะการปรับปรุงการบริหารงานที่เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรให้ได้สูงขึ้น" นายศานิต กล่าว
ทั้งนี้ 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550 (ตุลาคม 2549-เมษายน 2550) กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้ได้รวม 508,243 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,145 ล้านบาท หรือ 0.4 % (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 6.2 %) สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 9,262 ล้านบาท หรือ 3.5 % (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว6.0 %) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างต่อเนื่อง ส่วนภาษีที่เก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,799 ล้านบาท หรือ 4.2 % (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 14.5 %) และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,535 ล้านบาท หรือ 42.0 % (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว23.5 %)
****ดีเอสไอแฉแก๊งค์โกงภาษีระบาด
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ประสานงานกับทางกรมสรรพากร โดยได้ช่วยติดตามกรณีการโกงภาษีเงินได้บุคคล
ธรรมดาทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้โกงภาษีหรือขอคืนเงินภาษี(ภงด.91) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10กลุ่มๆละกว่า 1,000ราย เฉพาะข้อมูลที่กรมสรรพากรสุ่มตรวจพบในปี 2548 ซึ่งทางดีเอสไอได้ติดตามจับกุมหัวหน้ากลุ่มมาดำเนินคดี โดยตรวจจากเลขที่บ้านที่มีการจ่ายเช็คคืนจากกรมสรรพากรซ้ำจำนวนมาก ยังไม่รวมในรายที่อาจแยกขอคืนภาษีที่ลงบ้านเลขที่อื่น
"แก๊งโกงภาษีพวกนี้กำลังขยายพื้นที่จากเดิม เช่น แก๊งค์ปากน้ำ แก๊งค์เมืองนนท์ โดยเริ่มพบแก๊งโกงภาษีที่ศรีสะเกษ ซึ่งเชื่อว่าจะขยายวงเรื่อยๆ เพราะเขาโกงภาษีวงเงินน้อยๆ และวิธีโกงง่าย"ผู้บัญชาการสำนักฯกล่าว
สำหรับรูปแบบการโกงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น บุคคลที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าแก๊งค็หรือหัวหน้ากลุ่ม
จะใช้วิธีบอกพนักงานลูกค้าบริษัทว่ารัฐบาลมีนโยบายจะคืนภาษีให้ โดยรวบรวมบัตรประชาชนยื่นจ่ายภาษีเพื่อขอ
ทั้งๆที่บุคคลหรือพนักงานเหล่านั้นมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์การจ่ายภาษี เช่น หักภาษี 3,000บาท หรือ 5,000บาทต่อคน จากนั้นใช้วิธีแต่งตัวเลขเงินเดือน ค่าดูแลหรือค่าใช้จ่ายจิปาถะเพื่อขอคืนภาษี พร้อมระบุให้กรมสรรพากรส่งเช็คมายังที่อยู่ของบ้านกลาง คือ บ้านหัวหน้าแก๊งค์ จากนั้นจึงนำเงินที่ได้คืนมาแบ่งจ่ายตามรายชื่อบัตรประชาชนที่รวบรวมไป หากหัวหน้าแก๊งค์ไม่โหดมากก็จะจ่ายให้ 2,000บาทหรือบางรายให้แค่ 500บาท แล้วแต่แก๊ง
ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีกล่าวต่อว่า ใบขอคืนภาษีที่มีวงเงิน 3,000-5,000บาทนั้นทางกรมสรรพากรจะใช้วิธีการสุ่มตรวจสอบ และจะจ่ายคืนเงินภาษีทันที อีกทั้งสามารถโกงภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งทำได้ง่ายๆ แต่การตรวจจับกุมยาก ทำให้แนวโน้มน่าจะมีโอกาสโกงเพิ่มสูงขึ้น
****คดีภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นศาลฯ5เดือนแรก
ทางด้านศาลภาษีอากรกลาง สรุปทุนทรัพย์ที่ฟ้องใหม่ในแต่ละเดือนเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 พบว่ามีทุนทรัพย์ที่ขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางรวม 72,958,329.31 บาท แยกเป็นเดือนมกราคม 2550 ทุนทรัพย์ 15.19 ล้านบาท กุมภาพันธ์ 11.26 ล้านบาท มีนาคม 31.68 ล้านบาท เมษายน 4 แสนบาท และพฤษภาคม 14.37 ล้านบาท โดยในช่วงเดียวกันของปีนี้ ในส่วนมีคดีที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกางและดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วรวม 3,948,843,837.16 บาท ซึ่งแหล่งข่าวกล่าวว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ตัดสินใจ ไม่พบว่ามีคดีที่ฟ้องใหม่ในปี 2550 เลย โดยคดีส่วนใหญ่จะมีในปี 2548 และปี 2549 |
|