เศรษฐกิจประเทศไทย

2007-May-27 - รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"

รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"

ในที่สุดก็ถึงเวลาฟันธงทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี คิดอยู่หลายตลบกว่า 2 เดือน สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีเพียงมาตรการเดียว คือ เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีที่เกิดจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท โดยมีความเชื่อว่ามาตรการที่ทำไปแล้ว เศรษฐกิจโตในระดับ 4% อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้และเหมาะสมแล้วกับความสามารถ-ระยะเวลาที่เหลืออยู่

ที่มากไปกว่านี้คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมั่นใจว่า "เดี๋ยวเศรษฐกิจจะดีเอง ทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า สิ่งที่รัฐบาลมั่นใจว่า "เดี๋ยวเศรษฐกิจจะดีเอง" คือการส่งออกที่ยังคงดีอยู่ เดือนเมษายน 2550 ยังขยายตัว18.5% โดยคาดว่าการส่งออกยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ สาเหตุที่ส่งออกยังขยายตัวได้ 1.ดีมานด์ในประเทศต่ำมากผู้ผลิตต้องส่งออกแทน 2.ผู้ผลิตต้องการคงกำลังอัตราการผลิตเอาไว้เพื่อไม่ต้องเอาคนออก ปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ คนงานจะทำงานวันละ 1 กะ จากเดิมที่ 1 กะครึ่ง หรือ 2 กะ 3.เนื่องจากค่าเงินแข็ง กำไรลดลง จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณเพื่อให้ได้กำไรเท่าเดิม

แต่ก็มีสัญญาณบวกจากกรมสรรพากร นาย

ศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้เดือนพฤษภาคมในเบื้องต้น ภาษี มูลค่าเพิ่มที่เก็บจากการนำเข้าเริ่มดีขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัว

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า หากไตรมาสที่ 2 ปีนี้มีการนำเข้าสินค้าทุนมากขึ้นย่อมสะท้อนว่าเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 จะตกต่ำที่สุด และไตรมาสที่ 3 เริ่มจะดีขึ้น ซึ่งจะสอดรับกับที่รัฐบาลคาดหวัง

ส่วนประเด็นที่ว่า "ทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว" เรื่องนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนรู้ดีว่าการผลักดันมาตรการการคลังไม่สามารถทำได้มากกว่านี้แล้ว โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณทั้งดันทั้งผลักเต็มที่ก็ได้แค่นี้

ปัจจุบันการใช้จ่ายงบประมาณปี 2550 ณ เดือนเมษายน 2550 (7 เดือนของปีงบประมาณ) รัฐบาลมีรายรับทั้งสิ้น 693,793 ล้านบาท และมีรายจ่าย 853,277 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุลถึง 159,484 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16,031 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุลอีก 57,865 ล้านบาท ทำให้ดุลการคลัง (ดุลเงินสด) ของรัฐบาลขาดดุลทั้งสิ้น 217,349 ล้านบาท

รัฐบาลชดเชยการขาดดุลด้วยเงินคงคลัง 99,694 ล้านบาท, พันธบัตร 87,655 ล้านบาท และตั๋วสัญญาใช้เงิน 30,000 ล้านบาท ทำให้ยอดหนี้สาธารณะของรัฐบาล ณ เดือนมีนาคมอยู่ที่ 3.215 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 43,124 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการนำความเสียหายที่เกิดจากการใช้นโยบายประชานิยมและเป็นภาระการคลังในอนาคต หรือที่เรียกว่า "contingent liability" วงเงิน 85,000 ล้านบาท เข้ามาอยู่ในรายการใช้จ่ายงบประมาณปี 2551 เพราะฉะนั้นการขาดดุลงบประมาณในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา 1.594 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้หนี้เก่าที่รัฐบาลชุดก่อนซุกซ่อนเอาไว้ ไม่ได้นำไปกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด

ถ้าดูผลการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายแล้ว 853,277 ล้านบาท แบ่งออกเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน 775,298 ล้านบาท และรายจ่ายปีก่อนเหลื่อมมาจ่ายในปีนี้อีก 77,979 ล้านบาท

สำหรับวงเงินการเบิกจ่ายปีปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นงบฯประจำ 654,406 ล้านบาทสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.9% งบฯการลงทุนเบิกจ่ายแล้ว 120,892 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 38,369 ล้านบาท หรือต่ำกว่าปีก่อน 24.1%

โดยสรุปการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาลส่วนใหญ่จะเป็นการเบิกจ่ายงบฯประจำ ส่วนหนึ่งจะเป็นรายการใช้หนี้เก่าที่รัฐบาลชุดก่อนทำเอาไว้ อาทิ โอนเงินไปใช้หนี้ให้ธนาคารออมสินในโครงการกองทุนหมู่บ้าน, ใช้หนี้ค่ารักษาพยาบาลในโครงการ 30 บาท และการเบิกค่ารักษาพยาบาลของส่วนราชการที่เกินกว่างบประมาณที่ตั้งเอาไว้ เป็นต้น ส่วนงบฯลงทุนซึ่งจะมีผลต่อการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจเบิกจ่ายได้น้อยกว่าปีก่อน 24% เนื่องมาจากงบประมาณปี 2550 มีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่ากำหนด ส่วนที่เบิกออกไปแล้วมีส่วนหนึ่งไปกระจุกอยู่ตามกระทรวง โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่ได้โอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) การโอนเงินจะทำต่อเมื่อโครงการลงทุนต่างๆ ในท้องถิ่นพร้อมที่จะเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการคลังก็ยังยืนยันว่า การขาดดุลเงินงบประมาณในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของนโยบายการคลังในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ดังนั้นความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังของรัฐบาลชุดนี้ก็จะมีเพียงแค่นี้

แม้ว่ามาตรการการคลังจะขึ้นสนิมไปแล้ว แต่ประเด็นนโยบายการเงิน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนว่า "นโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้อีก" แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

แต่ประเด็นราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นต้นทุนของ

ผู้ผลิต และเป็นประเด็นกดดันธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ ธปท.หรือแบงก์ชาติจะกล้าลดดอกเบี้ยแรงๆ อย่างที่ตลาดเรียกร้องหรือไม่ ?

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 23 พฤษภาคม 2550 นักวิเคราะห์และตลาดคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอาร์/พี 1 วันแน่ๆ 0.50% เหลือ 3.50% เมื่อลดครั้งนี้แล้วเชื่อว่า ธปท. จะไม่ลดดอกเบี้ยลงอีก

นักวิเคราะห์มองว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นแม้จะเป็นต้นทุนของผู้ผลิต คาดว่ารอบนี้ผู้ผลิตจะไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคโดยการปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากดีมานด์ในประเทศตกต่ำมาก และไม่เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใดกล้าขึ้นราคา หรือแม้ว่าผู้ผลิตจะขึ้นราคาสินค้าเพราะอั้นไม่ไหว แต่พนักงานลูกจ้างก็ไม่กล้าขอนายจ้างขึ้นเงินเดือนอย่างแน่นอน แค่ไม่ตกงานก็ดีแล้ว

"ถ้าแบงก์ชาติมองในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะไม่มี จากภาวะที่กำลังซื้อถดถอย ก็จะต้องลดดอกเบี้ยมากกว่า และโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อจะไม่มี แม้น้ำมันจะขึ้นก็ตาม ดังนั้นแบงก์ชาติน่าจะลดดอกเบี้ยมากกว่า แม้ไม่ใช่ 1% ที่ทุกคนอยากเห็น การลด 0.50% ก็ยังดีกว่าไม่ลด" แหล่งข่าวให้ความเห็น

สำหรับเหตุผลที่ใช้มาตรการเติมเงินในกระเป๋าให้ผู้บริโภค นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เหตุผลว่า หลังจากที่ได้หารือร่วมกับคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมีเพียงมาตรการเดียวคือ การปรับเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีที่เกิดจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย จากวงเงิน 50,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท โดยกระทรวงการคลังจะต้องเร่งแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ในทันทีในปี 2550 และนำไปยื่นหักลดหย่อนภาษีได้ภายในเดือนมีนาคม 2551 คาดว่าจะทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท

นายฉลองภพให้เหตุผลว่า การเลือกเพียงมาตรการเดียวมากระตุ้นเศรษฐกิจเพราะ 1)ที่ผ่านมารัฐบาลใช้นโยบายการเงิน-การคลังผ่อนคลายทั้งลดดอกเบี้ยและขาดดุลงบประมาณ 2)การเมืองเริ่มมีความชัดเจน 3)นักลงทุนจากต่างชาตินำ

เงินเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯมากขึ้น 4)เศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ภาคการส่งออกเดือนเมษายน ยังคงขยายตัวในระดับ 18% ยังมีบางภาคธุรกิจเท่านั้นที่ยังมีปัญหาอยู่บ้างที่จะต้องมีมาตรการลงไปช่วยเหลือ (ภาคอสังหาริมทรัพย์) จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ภายในไตรมาสที่ 3 นี้

ทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณชัดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องการปั๊มเศรษฐกิจ ระดับ 4% ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นนักธุรกิจที่ใจร้อนก็ต้องใจเย็นๆ และมองโลกในแง่ดี "ทีมเศรษฐกิจทำเต็มที่และดีที่สุดแล้ว"

 

ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3899 (3099)


2007-Jun-13 - จตุคาม

Posted by วัลวดี R3 495477322
เป็นความศรัทธา ความเชือถือ และเป็นกระแสนิยม ของการที่จะหาสิ่งยึดเหมี่ยวทางด้านจิตใจ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน
Permanent Link

<- Last Page • Next Page ->

About Me

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะไปทางไหน ใครตอบได้ แนวคิด weblog นี้ เพื่อจะรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ และร่วมกันแสดงความเห็นทั่วไปในทางเศรษฐศาสตร์

Blog Statistics
(total loads/total visitors/today visitors)

Internet Providers Home Security

Recent Posts

• ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2
• เชื่อฤกษ์เชื่อดาว ทางพุทธคือคนโง่
• ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ
• เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ชงประชานิยมสูตรพิเศษดันจีดีพีโต 6%
• รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!
• 'ธาริษา' ยอมลดดอกเบี้ยกระตุ้น
• เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
• ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยแสนล. + โดมิโนเศรษฐกิจเริ่มแล้ว /ไวรัสซับไพรม์ลามโลก / จอร์จ โซโรส ชี้สุดเลวร้าย
• ปฎิบัติการจัดตั้งทีวีสาธารณะ 'คร่า' จริยธรรมสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น
• วีรบุรุษหลงสนาม จาก ทีมข่าวเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
• ศาลฯ สั่งไม่เพิกถอนหุ้น ปตท.จากตลาด ส่วนที่ดิน-ท่อกาซ-ท่อน้ำมัน โอนคืนแผ่นดิน
• เสียดายเวลา
• ความเห็นสะท้อน จาก คอลัมน์ ศักดินาเพื่อนนายกฯ
• การ์ตูน...เกี่ยวกับความดี...ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน
• เอาประชานิยม…แต่ต้องเพิ่มภาษี
• ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง
• ปู่ห้าว" จวกนโยบายราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย เพ้อเจ้อ!
• นโยบายสำหรับเศรษฐกิจไทย : เพิ่ม “การผลิต” ไม่ใช่เพียง เพิ่ม “เงิน” ง่ายๆ
• ค่าครองชีพพุ่ง เหลียวหลังแลหน้า ประชาชนจะพึ่งใคร
• ชำแหละไส้ใน “พ.ร.บ.เงินตรา” ธปท. ซ่อนเงื่อนใช้เงิน “คลังหลวง” ล้างขาดทุน
• 1 ปี เศรษฐกิจไทยกับรัฐประหาร ประเทศชาติได้อะไร?
• บินไทยกระอักเซ่นนโยบายรัฐ
• หนี้เน่ากระฉูด4แสนล.
• หนี้เน่าไตรมาส 2 เพิ่ม 9.7 หมื่นล. ภาคอุตสาหกรรมแบกหนักสุด
• แฉความจริงเศรษฐกิจไทย เตือน "ขิงแก่" เร่งเยียวยาก่อนพังพาบ
• อายเวียดนาม
• เอกชนสุดทนผลงาน “โฆสิต” ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมทรุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
• "ความรู้" ที่ท่านอาจจะ "ยังไม่รู้"
• ความเชื่อ - แนวคิด - เศรษฐกิจ - การพัฒนาชาติ
• ปชป.ทันสมัย ขาย นาฬิกาจตุคาม ????
• จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ ...?
• ว.วชิรเมธี : จตุคามรามเทพ
• 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
• ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย
• ส่งออกพังพาบจ่อเลิกกิจการ สัญญาณร้ายชำระหนี้ มีปัญหา
• สิ่งทอระบุปิดรง.แล้ว 200 แห่ง
• ปฏิบัติการบริหารรถไฟฟ้า ถึงเวลารัฐบาลเปิดเกมรุกรวบอำนาจ
• เตือนรัฐอย่าฝืนบิดเบือนตลาด
• พิษบาทแข็งดันนำเข้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• รถ TATA ในอนาคต 2
• รถ TATA ในอนาคต
• นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman
• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 , 9 , 10
• รายชื่อรัฐวิสาหกิจ
• รายชื่อกระทรวงของประเทศไทย
• บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
• สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ
• ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
• จำนวนสถาบันการเงินและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
• อัดฉีดอีโคคาร์แต่วางเงื่อนไขสุดหิน
• จี้เลิกดั้นเมฆดีเซลรางลอยฟ้า สป.ชี้มีแต่สูญ มหาศาลด้านรัฐยังหวังอ้อนเจบิค
• มาลงทุนในตัวเองกันเถอะ
• สหพัฒน์” กุมขมับ คาดรายได้ทั้งเครือหาย 6.5 พันล้าน
• รถไฟฟ้ายิ่งทำยิ่งมั่ว
• ดัชนี “ด้อยพัฒนา” คอลัมน์ เหะหะพาที
• เหล็กซิลิคอนขู่ย้ายฐานลงทุน
• ห่วงคนจนรายได้ต่ำรสนิยมสูง ถลุงเงินกินเหล้า 3.8 หมื่นล้าน
• 'การเมือง' ฉุดยอดขายสินค้าวูบ 'อำพน' เผยคน ไทยไม่มีกะใจเดินจับจ่ายใช้สอย
• “สุวรรณภูมิ” กับวาระซ่อนเร้น กว่าถั่วจะสุก...งา (ทอท.) ก็ไหม้เสียก่อน
• ปลอบประโลมคนใช้รถ ปตท.ลดราคาน้ำมัน40สต.
• อสังหาริมทรัพย์ซึมยาว
• ไร้เดียงสา บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
• รวมการ์ตูน จากนสพ.ไทยรัฐ
• การ์ตูนจากไทยรัฐ 28-5-50
• การ์ตูนจาก ไทยรัฐ 29-5-50
• ธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ซึมยาว ระเบิดซ้ำซากฉุด ดัชนีอุตสาหกรรมทรุดหนัก
• การเมืองป่วนการบริโภคซบฉุดเศรษฐกิจดิ่ง หนุน นักธุรกิจไทยโกยเงินนอก
• เจบิกชะลอปล่อยกู้รถไฟสายสีม่วง
• องค์จตุคามฯมาทันเวลา คอลัมน์ สามัญสำนึก
• รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"
• สุวรรณภูมิจ่อชวดฮับ"คาเธ่ย์"ย้ายซบสิงคโปร์
• ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี
• คลิก! กลยุทธ์กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• หวั่น “ยุบพรรค” ทำเศรษฐกิจช็อก สอท.ผวาบานปลาย ดับไม่ได้กู่ไม่กลับแน่
• พลังงานยันเอาอยู่ปัญหาราคาน้ำมัน
• ฟ้องศาลน้ำมันแพง ใครกำไรใครขาดทุน
• เมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นรถดีเซลราง
• พรุ่งนี้มีคำตอบ
• น้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจฟื้นจำกัด รอรัฐบาลหน้า-ประชาชนระทม
• คนไทยหนี้นอกระบบท่วมหัว เศรษฐกิจบักโกรกรายได้ไม่พอใช้ต้องกู้ซื้อสินค้ายังชีพ
• ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป
• บริษัทใหม่วูบ 20.76% - รับเหมาเจ๊ง
• พิษเศรษฐกิจคนไทยเงินขาดมือ
• รายได้ขาดมือเหตุก่อหนี้เพิ่ม หอการค้าไม่เครียด ให้คะแนนผลงานขิงแก่ 7:10
• คลังเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี51 ชงขุนคลังเคาะ 4.5-5หมื่นล้าน งบลงทุนถูกโยกเป็นงบลับทหาร
• ระวังบ้านเมืองพัง ทรงเตือน คลี่วิกฤติยุบพรรค [25 พ.ค. 50 - 02:47]
• ฐานะการคลังส่อวิกฤต ยอมรับ 7 เดือนแรกปีงบ 50 ขาดดุลเงินสดกว่า 2.17 แสนล้านบาท
• เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอต่อการบริหารประเทศ จริงหรือ?

Friends