เศรษฐกิจประเทศไทย

2007-Jul-3 - นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman

นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman

จุลสารเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มิถุนายน-สิงหาคม 2542

หลังจากที่หลายประเทศในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน และมีผลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง ปัญหาหลักที่สำคัญประการหนึ่งที่ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญ คือ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายอย่างใด จึงจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

แนวนโยบายทางเศรษฐกิจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ได้รับความสนใจอย่างจริงจังในหมู่ นักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหารประเทศ เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ John Manard Keynes ได้เสนอแนะนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างยาวนาน ซึ่งเกิดขึ้นในยุโรปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และต่อเนื่องลุกลามไปทั่วโลกมาจนถึงกลางทศวรรษที่ 1930 จนมีการขนานนามว่าเป็น “The Great Depression” Keynes ได้เสนอแนะว่า นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ได้ผลดีที่สุดคือ การจัดการด้านอุปสงค์ (Demand Management) ทั้งนี้เพราะเคนส์เห็นว่า สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำเป็นเพราะระบบเศรษฐกิจขาดอุปสงค์รวม ไม่ใช่เป็นปัญหาทางด้านอุปทาน ดังนั้นการแก้ไขจึงควรดำเนินการเพิ่ม อุปสงค์

ในบรรดาองค์ประกอบของอุปสงค์รวม (aggregate demand) การบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน นั้นยากที่จะเพิ่มได้ เนื่องจากว่าอุปสงค์ทั้งสองส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับรายได้ของประชาชน เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำรายได้ของประชาชนย่อมลดลง จึงมีผลให้การบริโภคและการลงทุนลดลงตามไปด้วย สำหรับองค์ประกอบของอุปสงค์อีกตัวคือ การส่งออก ก็เพิ่มได้จำกัดเนื่องจากว่า เป็นอุปสงค์ที่อยู่ในการควบคุมของรัฐบาล กล่าวคือ การส่งออกจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรายได้ของประเทศคู่ค้าและราคาสินค้าส่งออกของไทยเมื่อเทียบกับราคาสินค้าของประเทศคู่แข่งและประเทศคู่ค้า จึงยากที่จะใช้นโยบายทาง เศรษศาสตร์กระตุ้นได้ เช่น ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรายได้ของประเทศผู้ซื้อมักจะลดต่ำลงด้วย และถึงแม้ค่าเงินของประเทศที่ประสบวิกฤตจะเสื่อมค่า (depreciate) ในลักษณะเดียวกันกับประเทศวิกฤตอื่นๆ จึงทำให้ราคาเปรียบเทียบไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จากข้อจำกัดและอุปสรรค์ในการเพิ่มอุปสงค์รวมทั้งสามตัวที่กล่าวมา ดังนั้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องพึ่งแรงซื้อจากภาครัฐ โดยที่เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น นอกจากจะก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตามหลักของ Multiplier แล้ว แนวคิดของเคนส์ลักษณะนี้ ยังก่อให้เกิดการคาดหวังในทางที่ดีต่อภาคประชาชน อันจะช่วยกระตุ้นให้ภาค เอกชนใช้จ่ายมากขึ้น

สรุปโดยย่อว่า รัฐบาลควรใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (expansionary fiscal policy) คือ พยายามใช้จ่ายให้มากกว่าภาษีที่เก็บมา เพื่อเป็นหัวรถจักร ในการฉุดระบบเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้น นโยบายการคลังในลักษณะนี้ได้ถูกนำไปใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศต่าง ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา รวมทั้งได้ถูกนำมาใช้ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยในปัจจุบัน

สำหรับนโยบายการเงินนั้น เคนส์พิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจปกติหรือเกิดวิกฤต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤตยิ่งใช้ไม่ได้ผล กล่าวคือ ในสภาพที่เศรษฐกิจตกต่ำ สภาพคล่องทางการเงินในระบบสถาบันการเงินมีสูงมาก พร้อมกับ อัตราดอกเบี้ยลดลงอยู่ในระดับต่ำมาก เป็นสภาพที่เรียกว่า กับดักสภาพคล่อง ( Liquidity trap ) การที่เกิดสภาพเช่นนี้ เพราะเงินฝากในระบบสถาบันการเงินไม่มีใครมาขอกู้ บางรายที่จะขอกู้ สถาบันการเงินก็มักจะเข้มงวดเนื่องจากกลัวว่าจะเกิดหนี้เสีย ดังนั้นจะพบว่า แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำแต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้อุปสงค์ในส่วนของการบริโภคและการลงทุนเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น จึงไม่มีช่องว่างสำหรับการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว เพื่อมุ่งหวังลดดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำมากแล้ว และประเด็นสำคัญที่ Keynes เห็นว่านโยบายการเงินใช้ไม่ได้ผล คือในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำมาก ๆ การลงทุนของภาคธุรกิจไม่ค่อยสนองตอบต่อ อัตราดอกเบี้ย เพราะถึงแม้อัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลงมากเท่าใดก็ตาม แต่นักธุรกิจจะไม่กู้เงินมาลงทุน เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจขาดแรงซื้อ แนวคิดของ Keynes ดังที่กล่าวมาได้รับความนิยมและนำไปปฎิบัติอย่างกว้างขวาง ขณะที่นโยบายการเงินที่จะนำมาใช้ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถูกละเลยมาโดยตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปถึงประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจของเคนส์ถูกท้าทายตลอดมาโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่นิยมสำนักคลาสสิค เนื่องจากข้อเสนอเชิงนโยบายของ Keynes นั้น ขัดแย้งกับแนวคิดเชิงนโยบายของสำนักคลาสสิค ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดกระแสหลักในขณะนั้น การ ท้าทายเกิดขึ้นในประเด็นเรื่อง ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะปกติ แต่การท้าทายถึงประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน ที่จะนำมาใช้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้นไม่ได้มีข้อถกเถียงกันเท่าใด เสมือนหนึ่งว่า นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักเห็นด้วยกับแนวคิดของเคนส์ จนล่าสุดมีข้อท้าทายจากนักเศรษฐศาสตร์หนุ่มที่กำลังมีชื่อเสียงคือ Paul Krugman ที่ชี้ให้เห็นว่า นโยบายการเงินสามารถนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก ปัจจุบันไม่ว่าเขาจะคิดจะเขียนอะไรมักเป็นข่าวไปทั่วโลก รวมทั้งหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยจะตีพิมพ์ข้อเสนอแนะของเขาอยู่เป็นประจำ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคือท่าน Mahathir ได้ใช้มาตรการควบคุมเงินทุนในช่วงวิกฤตซึ่งเป็นมาตรการที่ Krugman เสนอ Krugman ได้เสนอว่า นโยบายการเงินแบบขยายตัว (expansionary monetary policy) จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับสภาพที่เรียกว่า Liquidity trap ข้อเสนอเช่นนี้ นับว่าเป็นข้อเสนอที่ขัดแย้งกับแนวคิดหลักรวมทั้งการ ขัดแย้งกับแนวคิดของเคนส์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดกระแสหลัก ที่ใช้สอนกันในวิชาเศรษฐศาตร์มหภาค ข้อเสนอของ Krugman ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นักเศรษฐศาสตร์บ้านเราบางท่านสนับสนุนแนวคิดของ Krugman ถึงกับมีข้อเสนอว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ได้ผล คือ การที่รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เช่น การพิมพ์ธนบัตรใหม่ เสมือนหนึ่งว่า ต่อไปนี้ถ้าประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำไม่ต้องไปพึ่งพานโยบายใด ๆ นอกจาก การเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจแล้วเศรษฐกิจจะฟื้น ซึ่งถ้าเป็นจริง นอกจากจะทำให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ จัดการแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งจะทำให้การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์มหภาคคงง่ายขึ้นมาก Krugman เองก็บ่นว่ามีคนเข้าใจผิดในแนวคิดของเขาในประเด็นนี้มาก ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจแนวคิดของ Krugman ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจตกต่ำ ระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปจะลดลง หรือ ที่เรียกว่า ภาวะเงินฝืด (deflation or disinflation) ปรากฎการณ์เช่นนี้ Krugman เห็นว่าจะมีผลทำให้การใช้จ่ายของภาคเอกชนลดลง ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อเดิมที่ว่า เมื่อระดับราคาลดต่ำลง จะมีผลทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปสงค์ Krugman ให้ความเห็นว่า การที่ราคาลดลงจะมีผลทำให้คนใช้จ่ายลดลงและออมมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากว่าเมื่อเกิดภาวะเงินฝืด จะทำอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) เพิ่มขึ้น (อัตราดอกเบี้ยแท้จริงเท่ากับอัตราดอกเบี้ยตัวเงินลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ) Krugman ยกตัวอย่างกรณีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบันก็ยังอยู่ในภาวะตกต่ำอยู่ คนญี่ปุ่นลดการใช้จ่ายแม้ว่าระดับราคาจะลดลงเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่คนญี่ปุ่นเพิ่มการออมมากขึ้น (ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของญี่ปุ่นอยู่ต่ำกว่า 1%) คำถามว่า ทำไมคนญี่ปุ่นจึงไม่นำเงินออมมาใช้ทั้ง ๆ ที่ผลตอบแทนจากการออมลดต่ำลง และ อัตราภาวะเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกัน อำนาจซื้อของเงินยิ่งสูงขึ้น ดังนั้น กรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า การลดต่ำของอัตราดอกเบี้ยและระดับราคาจึงไม่สามารถกระตุ้นให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้

Krugman ให้เหตุผลอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในลักษณะดังที่กล่าวมาว่า การที่ภาวะเงินเฟ้อติดลบ หรือที่เรียกว่า ภาวะเงินฝืด จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้คนยิ่งออมมากขึ้น อธิบายในอีกแง่มุมหนึ่งคือ เมื่อประชาชนเห็นว่าระดับราคามีแนวโน้มลดลง ยิ่งทำให้ เงิน เป็นสินทรัพย์ที่น่าถือมากยิ่งขึ้น เพราะการเปลี่ยนการถือเงินเพื่อไปซื้อสินค้าในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำควรชะลอการซื้อสินค้าไปในอนาคตจะดีกว่า เพราะจะสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ต่ำลงไปอีก คำอธิบายของ Krugman ตรงนี้เท่ากับเป็นการนำเอาความคิดเรื่อง การคาดคะเนอย่างสมเหตุสมผล (rational expectation) มาเป็นปัจจัยที่อธิบายพฤติกรรมของคนในสังคม กล่าวคือ เมื่อคนคาดคะเนว่าระดับราคาสินค้าจะลดลงในอนาคตจะชะลอการใช้จ่ายลง จึงเป็นผลให้อุปสงค์รวมลดลงและเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นการที่จะกระตุ้นให้คนหันกลับมาใช้จ่ายในงวดปัจจุบัน ภาครัฐจะต้องมีนโยบายที่จะทำให้คนเปลี่ยนการคาดคะเนไปในทิศทางว่า ในอนาคตระดับราคาสินค้าจะเพิ่ม และต้องทำให้คนมั่นใจว่า การเพิ่มขึ้นของราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คำอธิบายดังกล่าวจึงเป็นที่มาของข้อเสนอของการ แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำโดยใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว เพราะนโยบายนี้จะช่วยทำให้ประชาชนสร้างการคาดคะเนว่าในอนาคตระดับราคาจะสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยแท้จริงในอนาคตจะลดลง คนก็จะหันมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวได้

คำอธิบายของประสิทธิภาพของนโยบายการเงินของ Krugman ในการกระตุ้นเศรษฐกิจดังที่กล่าวมา มีข้อสังเกตุที่สำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก ในการตัดสินใจของประชาชนเพื่อการออมและการบริโภคจะต้องขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ไม่ใช่ดอกเบี้ยตัวเงิน (nominal interest rate) ประการที่สอง ประชาชนมีการคาดคะเนเรื่องระดับราคา และเป็นการคาดคะเนแบบสมเหตุสมผล ประการที่สาม การปรับเปลี่ยนการคาดคะเนของประชาชน รัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวอย่างรุนแรง เช่น ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เงินแล้วอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ๆ หากแต่เพียงแสดงความตั้งใจว่าจะดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัวต่อเนื่องและแสดงให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลจะไม่มีนโยบายที่จะควบคุมเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากการใช้นโยบายการเงินในลักษณะดังกล่าว สำหรับระดับเงินเฟ้อที่จะมีผลต่อการที่ประชาชนจะเปลี่ยนการคาดคะเนและมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการ กระตุ้นให้คนหันมาใช้จ่ายแทนการออม จะเป็นเท่าใดนั้น Krugman ยังไม่สามารถให้คำตอบได้

จากแนวคิดเชิงทฤษฎีของ Krugman และข้อสังเกตุทั้งสามประการที่กล่าวมา จะเห็นว่า ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินแบบขยายตัว มาใช้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับข้อสังเกตุทั้งสามประการ นอกจากนี้ ยังควรต้องคำนึงถึง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการตัดสินใจใช้จ่ายของประชาชน และต้องคำนึงถึงถึงสภาพโครงสร้างและสถานะของระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย กล่าวคือ

ประเด็นแรก Krugman เน้นผลของการคาดคะเนเรื่องราคาในอนาคตที่มีต่อการบริโภคในปัจจุบัน คือ เมื่อคาดคะเนว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงลดลงซึ่งจะมีผลทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น อาจเรียกกรณีนี้ว่า real interest effect หรือ price effect Krugman ไม่ได้กล่าวถึง ผลกระทบของการคาดคะเนของประชาชนเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ซึ่งถ้า ประชาชนมีการคาดคะเน (และอย่างสมเหตุสมผล) ว่ารายได้ในอนาคตอาจลดลง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงภายใต้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะทำให้ประชาชนไม่เพิ่มการใช้จ่าย อาจเรียกผลนี้ว่า income effect ผลทางด้าน income effect จะสวนทางกับผลทางด้าน real interest effect ซึ่งยากที่จะคาดเดาว่า ผลทางใดจะมากกว่ากัน

ประเด็นที่สอง ถ้ารัฐบาลใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากระทำด้วยการพิมพ์เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ จะก่อให้เกิดการคาดคะเนว่าระดับราคาจะสูงขึ้น พร้อม ๆ กับความเชื่อมั่นในค่าของเงินสกุลตนเองจะลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเกิดปัญหาเรื่องเสถียรภาพในตลาดปริวรรตเงินตรา (foreign exchange market) คือจะทำให้คนคาดคะเนว่า ค่าเงินบาทในอนาคตจะเสื่อมค่าลง ผลก็คือ จะทำให้ประชาชนและหน่วยธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินสกุลตนเองไปถือเงินสกุลหลักอื่นๆ พร้อมกับจะไม่มีแรงจูงใจให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศ เนื่องจากว่ากลัวขาดทุนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเสื่อมค่าลง จะมากน้อยขึ้นกับฐานะทุนสำรองของประเทศและขนาดระบบเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจของโลก เช่น ถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่น ( Krugman ใช้เป็นกรณีศึกษา) ก็จะไม่มีผลมากนัก เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกและมีทุนสำรองจำนวนมาก รวมทั้งมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตลอดมา รวมทั้งเป็นประเทศเจ้าหนี้ แต่ถ้าเป็นประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับประเทศญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ จะก่อให้เกิดการปั่นปวนในอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถ้าคิดในแง่ดีว่า ไม่เป็นไร ยิ่งค่าเงินเสื่อมค่ามากเท่าใดจะยิ่งทำให้การส่งออกเพิ่มมาก ซึ่งอาจจะเป็นจริงในระยะสั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลในระยะยาว กรณีที่ระดับราคาสินค้าภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (real exchange rate) ซึ่งเป็นดัชนีวัด ศักยภาพในการแข่งขันที่ดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยนตัวเงิน ไม่ได้เสื่อมค่าลงมาก และถ้ายิ่งเกิดการผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนมากเท่าใด จะยิ่งทำให้การค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากการทำสัญญาค้าขายมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการขาดทุนอันเนื่องมาจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และถ้าพิจารณาต่อไปว่า การที่อัตราแลกเปลี่ยนเสื่อมค่าลงมาก ๆ หนี้เสียของสถาบันการเงินจะเพิ่มขึ้น การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อรองรับการขยายการลงทุน และการบริโภคยิ่งทำได้ลำบากยิ่งขึ้น ผลกระทบเหล่านี้ไม่ยากเลยที่จะเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะฉะนั้นนโยบายการเงินแบบขยายตัว อาจทำให้เศรษฐกิจยิ่งตกต่ำลงไปอีก

จากบทวิเคราะห์ในเชิงทฤษฎีที่เขียนมา แสดงให้เห็นว่า การใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว โดยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะคล้ายกับประเทศไทย จะมีความเสี่ยงสูงมาก ในการที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นได้ หากแต่จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำมากกว่าเดิม การใช้นโยบายการคลังแบบเคนส์น่าจะให้ผลที่ดีกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีผลกระทบข้างเคียงน้อยกว่า แม้ว่านโยบายการคลังที่ใช้ไม่สามารถกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วดังที่หลายฝ่ายอยากเห็นก็ตาม

 


<- Last Page • Next Page ->

About Me

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะไปทางไหน ใครตอบได้ แนวคิด weblog นี้ เพื่อจะรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ และร่วมกันแสดงความเห็นทั่วไปในทางเศรษฐศาสตร์

Blog Statistics
(total loads/total visitors/today visitors)

Internet Providers Home Security

Recent Posts

• ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2
• เชื่อฤกษ์เชื่อดาว ทางพุทธคือคนโง่
• ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ
• เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ชงประชานิยมสูตรพิเศษดันจีดีพีโต 6%
• รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!
• 'ธาริษา' ยอมลดดอกเบี้ยกระตุ้น
• เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
• ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยแสนล. + โดมิโนเศรษฐกิจเริ่มแล้ว /ไวรัสซับไพรม์ลามโลก / จอร์จ โซโรส ชี้สุดเลวร้าย
• ปฎิบัติการจัดตั้งทีวีสาธารณะ 'คร่า' จริยธรรมสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น
• วีรบุรุษหลงสนาม จาก ทีมข่าวเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
• ศาลฯ สั่งไม่เพิกถอนหุ้น ปตท.จากตลาด ส่วนที่ดิน-ท่อกาซ-ท่อน้ำมัน โอนคืนแผ่นดิน
• เสียดายเวลา
• ความเห็นสะท้อน จาก คอลัมน์ ศักดินาเพื่อนนายกฯ
• การ์ตูน...เกี่ยวกับความดี...ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน
• เอาประชานิยม…แต่ต้องเพิ่มภาษี
• ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง
• ปู่ห้าว" จวกนโยบายราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย เพ้อเจ้อ!
• นโยบายสำหรับเศรษฐกิจไทย : เพิ่ม “การผลิต” ไม่ใช่เพียง เพิ่ม “เงิน” ง่ายๆ
• ค่าครองชีพพุ่ง เหลียวหลังแลหน้า ประชาชนจะพึ่งใคร
• ชำแหละไส้ใน “พ.ร.บ.เงินตรา” ธปท. ซ่อนเงื่อนใช้เงิน “คลังหลวง” ล้างขาดทุน
• 1 ปี เศรษฐกิจไทยกับรัฐประหาร ประเทศชาติได้อะไร?
• บินไทยกระอักเซ่นนโยบายรัฐ
• หนี้เน่ากระฉูด4แสนล.
• หนี้เน่าไตรมาส 2 เพิ่ม 9.7 หมื่นล. ภาคอุตสาหกรรมแบกหนักสุด
• แฉความจริงเศรษฐกิจไทย เตือน "ขิงแก่" เร่งเยียวยาก่อนพังพาบ
• อายเวียดนาม
• เอกชนสุดทนผลงาน “โฆสิต” ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมทรุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
• "ความรู้" ที่ท่านอาจจะ "ยังไม่รู้"
• ความเชื่อ - แนวคิด - เศรษฐกิจ - การพัฒนาชาติ
• ปชป.ทันสมัย ขาย นาฬิกาจตุคาม ????
• จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ ...?
• ว.วชิรเมธี : จตุคามรามเทพ
• 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
• ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย
• ส่งออกพังพาบจ่อเลิกกิจการ สัญญาณร้ายชำระหนี้ มีปัญหา
• สิ่งทอระบุปิดรง.แล้ว 200 แห่ง
• ปฏิบัติการบริหารรถไฟฟ้า ถึงเวลารัฐบาลเปิดเกมรุกรวบอำนาจ
• เตือนรัฐอย่าฝืนบิดเบือนตลาด
• พิษบาทแข็งดันนำเข้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• รถ TATA ในอนาคต 2
• รถ TATA ในอนาคต
• นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman
• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 , 9 , 10
• รายชื่อรัฐวิสาหกิจ
• รายชื่อกระทรวงของประเทศไทย
• บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
• สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ
• ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
• จำนวนสถาบันการเงินและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
• อัดฉีดอีโคคาร์แต่วางเงื่อนไขสุดหิน
• จี้เลิกดั้นเมฆดีเซลรางลอยฟ้า สป.ชี้มีแต่สูญ มหาศาลด้านรัฐยังหวังอ้อนเจบิค
• มาลงทุนในตัวเองกันเถอะ
• สหพัฒน์” กุมขมับ คาดรายได้ทั้งเครือหาย 6.5 พันล้าน
• รถไฟฟ้ายิ่งทำยิ่งมั่ว
• ดัชนี “ด้อยพัฒนา” คอลัมน์ เหะหะพาที
• เหล็กซิลิคอนขู่ย้ายฐานลงทุน
• ห่วงคนจนรายได้ต่ำรสนิยมสูง ถลุงเงินกินเหล้า 3.8 หมื่นล้าน
• 'การเมือง' ฉุดยอดขายสินค้าวูบ 'อำพน' เผยคน ไทยไม่มีกะใจเดินจับจ่ายใช้สอย
• “สุวรรณภูมิ” กับวาระซ่อนเร้น กว่าถั่วจะสุก...งา (ทอท.) ก็ไหม้เสียก่อน
• ปลอบประโลมคนใช้รถ ปตท.ลดราคาน้ำมัน40สต.
• อสังหาริมทรัพย์ซึมยาว
• ไร้เดียงสา บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
• รวมการ์ตูน จากนสพ.ไทยรัฐ
• การ์ตูนจากไทยรัฐ 28-5-50
• การ์ตูนจาก ไทยรัฐ 29-5-50
• ธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ซึมยาว ระเบิดซ้ำซากฉุด ดัชนีอุตสาหกรรมทรุดหนัก
• การเมืองป่วนการบริโภคซบฉุดเศรษฐกิจดิ่ง หนุน นักธุรกิจไทยโกยเงินนอก
• เจบิกชะลอปล่อยกู้รถไฟสายสีม่วง
• องค์จตุคามฯมาทันเวลา คอลัมน์ สามัญสำนึก
• รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"
• สุวรรณภูมิจ่อชวดฮับ"คาเธ่ย์"ย้ายซบสิงคโปร์
• ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี
• คลิก! กลยุทธ์กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• หวั่น “ยุบพรรค” ทำเศรษฐกิจช็อก สอท.ผวาบานปลาย ดับไม่ได้กู่ไม่กลับแน่
• พลังงานยันเอาอยู่ปัญหาราคาน้ำมัน
• ฟ้องศาลน้ำมันแพง ใครกำไรใครขาดทุน
• เมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นรถดีเซลราง
• พรุ่งนี้มีคำตอบ
• น้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจฟื้นจำกัด รอรัฐบาลหน้า-ประชาชนระทม
• คนไทยหนี้นอกระบบท่วมหัว เศรษฐกิจบักโกรกรายได้ไม่พอใช้ต้องกู้ซื้อสินค้ายังชีพ
• ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป
• บริษัทใหม่วูบ 20.76% - รับเหมาเจ๊ง
• พิษเศรษฐกิจคนไทยเงินขาดมือ
• รายได้ขาดมือเหตุก่อหนี้เพิ่ม หอการค้าไม่เครียด ให้คะแนนผลงานขิงแก่ 7:10
• คลังเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี51 ชงขุนคลังเคาะ 4.5-5หมื่นล้าน งบลงทุนถูกโยกเป็นงบลับทหาร
• ระวังบ้านเมืองพัง ทรงเตือน คลี่วิกฤติยุบพรรค [25 พ.ค. 50 - 02:47]
• ฐานะการคลังส่อวิกฤต ยอมรับ 7 เดือนแรกปีงบ 50 ขาดดุลเงินสดกว่า 2.17 แสนล้านบาท
• เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอต่อการบริหารประเทศ จริงหรือ?

Friends