|
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำโครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้คนไทยใช้สินค้าที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตหรือที่ผลิตได้ในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า หลังจากพบว่าคนไทยนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้มีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 18.57% เฉพาะในเดือน พ.ค.50 เพิ่มขึ้นถึง 19.99% โดยสินค้าที่นำเข้ามาก เช่น เครื่องสำอาง นาฬิกา เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ สุรา รองเท้า กระเป๋า
จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้เป็นช่องโหว่ให้มีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นได้ แม้การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4.45% ของการนำเข้ารวมและมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางการค้าและเศรษฐกิจประเทศซึ่งในอนาคตอาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อดุลการค้าของประเทศจากการสูญเสียเงินตราไปต่างประเทศ และยังกระทบผู้ผลิตผู้ประกอบการภายในประเทศได้ จึงต้องรณรงค์ให้คนไทยใช้สินค้าที่ผลิตได้
ในประเทศซึ่งมีคุณภาพทัดเทียมและดีกว่าสินค้านำเข้า หากเป็นการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และเครื่องจักรมาผลิตสินค้าเพื่อส่งออกย่อมไม่กระทบแต่หากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยก็คงไม่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจมากนัก จึงต้องส่งเสริมให้คนไทยลดการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย โดยจะรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ ภายใต้งบประมาณ 1.6 ล้านบาท นางอภิรดีกล่าว
ด้านนายกฤษฎา ธนะคุ้มชีพ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการบริหารนโยบายนำเข้า กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่า การนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร และวัตถุดิบ ขยายตัวขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ประมาณ 8% ซึ่งผู้ประกอบการควรเร่งใช้โอกาสเงินบาทแข็งค่านำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบให้สูงขึ้น เพราะจะทำให้ราคานำเข้าลดลง แต่กรมจะยังคงดูการนำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีฐานข้อมูลดูแลการนำเข้าสินค้าของประเทศไว้ใช้ในอนาคต
เงินบาทที่แข็งค่าขณะนี้จะกระตุ้นการนำเข้าด้วยตัวเองอยู่แล้ว ส่วนการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร และวัตถุดิบ ก็นำเข้าได้ง่าย เพราะกฎระเบียบไม่ยุ่งยาก และมีอัตราภาษีต่ำ อีกทั้ง รัฐบาลจะลดภาษีสินค้ากลุ่มทุนอีกประมาณ 157 รายการ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้การนำเข้าสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจขยายตัวได้เอง. |