เศรษฐกิจประเทศไทย

2007-Jul-17 - ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย

ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย

วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9337

 ยิ่งมีชีวิตอยู่ในโลกยาวนานขึ้นก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในเรื่องความพอดีหรือ "ทางสายกลาง" มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตหรือเศรษฐกิจก็ตาม

พฤติกรรมเลียนแบบกันและกัน เพราะได้ผ่านพ้นความเจ็บปวดจากวิกฤตเศรษฐกิจมาเหมือนกัน จากสาเหตุเดียวกัน คือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (ราคาของหนึ่งหน่วยเงินตราต่างประเทศ ในรูปของเงินท้องถิ่น เช่น หนึ่งเหรียญสหรัฐมีราคา 40 บาท) ทำให้หลายประเทศในเอเชีย ต่างพากันสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกันขนานใหญ่ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง มีความเห็นว่ามันเกินพอดี และอาจเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจโลกได้

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็คือเงินตราต่างประเทศที่ตกสะสมอยู่ในมือธนาคารกลาง

กล่าวคือเมื่อมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศหนึ่ง ไม่ว่ามาจากการส่งออกจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ จากประเทศอื่น จากการท่องเที่ยว จากการลงทุน ฯลฯ เงินเหล่านี้ก็จะถูกขายให้ธนาคารกลางผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินเหล่านี้ก็จะตกอยู่ในมือธนาคารกลาง

และเมื่อคนในประเทศนั้น จะซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อสินค้าเข้า เพื่อใช้หนี้ในรูปเงินตราต่างประเทศ เพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อไปลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ ก็จะไปซื้อจากธนาคารกลาง

ดังนั้น เงินตราต่างประเทศจึงถูกขาย (เมื่อไหลเข้า) และถูกซื้อ (เมื่อไหลออก) ไปมา

ถ้า ณ สิ้นปีเงินตราต่างประเทศเข้ามามากกว่าออกไป ก็จะมีเงินตราต่างประเทศสุทธิในมือธนาคารกลาง เพิ่มขึ้น ที่เรียกว่า (เกินดุลชำระเงิน) หลายๆ ปีเข้าก็จะสะสมพอกพูนขึ้นในมือธนาคารกลาง ดังเรียกเงินจำนวนนี้ว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ  (international reserve)

การมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาก ก็เท่ากับมีสายป่านยาว ในการดูแลให้ราคาของหนึ่งหน่วยเงินตราต่างประเทศไม่ผันผวน

หรือพูดอีกอย่างว่า มีความสามารถทำให้อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินของตนมีเสถียรภาพ

เช่น กลไกตลาดทำให้หนึ่งเหรียญสหรัฐมีราคาเท่ากับ 40 บาท แต่ถ้าเกิดเงินตราต่างประเทศเกิดขาดแคลนมากขึ้น เพราะมันไหลออกมาก ราคาของมันก็จะสูงขึ้น หากธนาคารกลางมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาก ก็สามารถแทรกแซงให้ราคาเป็นไปตามความต้องการได้มาก

 

ในกรณีนี้ก็จะระบายเหรียญสหรัฐออกมาขาย เพื่อให้ราคาไม่ขยับสูงขึ้นหรืออยู่ในระดับเดิม (ไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวกว่าเดิม หรือค่าเงินบาทคงที่)

ความเข็ดขยาด จากรสมะนาวของต้มยำกุ้งกระมัง ที่ทำให้สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกันมากมาย  ในปี 1996 จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกัน ประมาณ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านๆ เหรียญในปัจจุบันซึ่งเป็นการเพิ่มเกือบ 3 เท่าตัว

ญี่ปุ่นนั้นมากสุดคือ 555,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

รองลงมาคือจีน 356,000 ไต้หวัน 185,7000 เกาหลีใต้ 138,000 ฮ่องกง 112,000 สิงคโปร์ 88,000 อินเดีย 87,500 ไทย 39,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯลฯ

ดูเผินๆ ก็น่าจะเป็นสิ่งดี เพราะแสดงว่าเอเชียแข็งแกร่ง มีความสามารถทำให้ค่าเงินของตนมีเสถียรภาพ อย่างไม่ต้องกลัวใคร

แต่ดูไปลึกๆ แล้วการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเช่นนี้ อาจส่งผลให้เกิดผลเสียได้ในหลายประการ จากการไม่เดินสายกลาง

ประการแรก โดยปกติมีกฎง่ายๆ ว่าจะป้องกันความผันผวนของค่าเงินได้ หากประเทศมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ อย่างน้อยเท่ากับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น

แต่ในกรณีประเทศเอเชียเหล่านี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกันเป็นกว่าห้าเท่า ของหนี้ระยะสั้น

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเหล่านี้ เกือบทั้งหมดมิได้อยู่ในรูปเงินสด เพราะไม่มีผลตอบแทน ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของตราสารเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยต่ำของประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น US TREASURY SECURITIES (ตั๋วเงิน พันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน) เพราะมีความเสี่ยงต่ำและเอาออกขาย เพื่อแลกเปลี่ยนสหรัฐได้โดยง่าย

การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็น "การประกันภัย" ราคาแพงมาก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ มีหนี้สาธารณะต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ในอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนั้นจึงเท่ากับว่ายอมเสียสละเงินจำนวนมหาศาล เพื่อให้ได้มาซึ่งเสถียรภาพของค่าเงิน ซึ่งหลายคนคิดว่าแพงเกินจำเป็น ถ้าเอาไปใช้หนี้เสียบ้างและถือไว้แต่น้อย ค่า "ประกัน" ก็คงไม่แพงขนาดนี้

ประการที่สอง การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้มากขนาดนี้ ก็เนื่องจากประเทศในกลุ่มเอเชีย ชอบที่จะแทรกแซงตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยเอาเงินสกุลของตน ไล่ซื้อเหรียญสหรัฐ เพื่อให้เหรียญสหรัฐมีราคาสูง (ค่าเงินของตนเองต่ำ) อันจะอำนวยให้สินค้าออกของตนมีราคาถูกในรูปเงินเหรียญสหรัฐ (ถ้า 40 บาทเท่ากับหนึ่งเหรียญ สินค้าส่งออกราคา 40 บาท ก็ขายได้ในราคาประมาณ 1 เหรียญ แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 80 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ สินค้าราคา 40 บาทเดิมก็จะส่งออกในราคา 0.50 เหรียญสหรัฐ) ในขณะที่สินค้าขาเข้ามีราคาแพงขึ้นในรูปเงินท้องถิ่น

ดังนั้น จึงทำให้เกิดการเกินดุลการค้าเพราะส่งออกได้ดี แต่นำเข้าลดลง ส่งผลให้สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้มากขึ้น และยิ่งมีมากก็ยิ่งแทรกแซงค่าเงินของตนเองได้มากขึ้นในเงินทุนสำรองเหล่านี้

อย่างไรก็ดี ถ้าหากวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ ไม่เชื่อใจเศรษฐกิจสหรัฐ จำนวนมหาศาลอยู่ในรูปเหรียญสหรัฐ หรือตระหนักชัดว่า การถือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์มากนัก หรือเสี่ยงเกินไป ต่างพากันเอาตราสารในรูปเหรียญสหรัฐ หรือเงินสดเหรียญสหรัฐออกขายพร้อมกัน ก็จะเกิดความปั่นป่วนอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก

 

ยิ่งทุนสำรองระหว่างประเทศยิ่งใหญ่และยิ่งแตกตื่นมาก ผลกระทบก็จะเกิดขึ้นมหาศาล

การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้มากมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินตนเอง ก็จะเปรียบเสมือนกับการทำลายเสถียรภาพ ของค่าเงินตัวเองในที่สุด

ประการที่สาม  การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ของประเทศกลุ่มเอเชีย เพื่อเอาไว้แทรกแซงค่าเงินของตนเองอย่างจงใจ ส่งผลให้ค่าเงินต่ำกว่าที่เป็นจริง (UNDERVALUED) ดังนั้น เงินหยวนของจีนในขณะนี้ทำให้สหรัฐอเมริกา สูญเสียข้อได้เปรียบในการแข่งขันเพราะสินค้าส่งออกมีราคาสูง จนมีการย้ายโรงงานไปตั้งในประเทศอื่น ส่งผลให้คนอเมริกันว่างงาน ถึงแม้ว่าบางคนจะได้ใช้สินค้านำเข้าราคาถูกก็ตาม

หากเศรษฐกิจอเมริกาถูกกระทบมาก ก็จะสั่นคลอนความเชื่อถือใน US TREASURY SECURITIES ที่ประเทศเหล่านี้ถืออยู่เป็นอันมาก และถ้าถึงจุดที่ตื่นตระหนกจนพากันขายออกมาพร้อมกันแล้ว ความหายนะของเศรษฐกิจโลกก็จะอยู่แค่เอื้อม

การถือตราสารเงินกู้ของสหรัฐอเมริกา เพราะความเชื่อว่ามีความเสี่ยงต่ำ ก็เท่ากับว่าขอเศรษฐกิจโลก ไปแขวนไว้กับเศรษฐกิจอเมริกาประเทศเดียว

ประการที่สี่ การถือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้สูงของแต่ละประเทศ ก็คือการส่งสัญญาณว่า ตั้งใจจะแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งหมายถึงการพยายามรักษาค่าเงินไว้ให้มีเสถียรภาพมาก อย่าฝ่าฝืนกลไกตลาด

และเราก็ได้เห็นกันแล้วว่าเป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่วิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997

นโยบบายรักษาค่าเงินบาท ไม่ให้ผันผวน ด้วยทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศขนาดใหญ่จะทำให้นักธุรกิจ ไม่ถูกบังคับให้เรียนรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในโลกปัจจุบัน ที่ความผันผวนนั้นเป็นนิรันดร์

ในปัจจุบันนโยบายเศรษฐกิจมหภาคส่วนใหญ่ทั่วโลก มักมุ่งไปที่การบริหารความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ของนักธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก มากกว่าที่จะเป็นการรักษาเสถียรภาพ ค่าเงินบาท ด้วยการใช้เงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศขนาดใหญ่

การผันผวนของค่าเงินบ้าง เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกับการแทรกแซงในบางครั้ง แต่การทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าภาครัฐมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน โดยการบริหารความเสี่ยงในภาคเอกชนมิใช่เรื่องจำเป็นนั้นเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง

ปรัชญาความมีสัณฐานประมาณ มีความพอดีหรือความพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมในเรื่องการมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

การสูญเสียผลประโยชน์จากการได้ดอกเบี้ยต่ำแต่เสียดอกเบี้ยสูงจากการถือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้มหาศาล เพื่อพยายามสร้างความมีเสถียรภาพของค่าเงิน ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกได้

เป็นอุทาหรณ์ในเรื่อง "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" ได้เป็นอย่าง


2007-Jul-17 - ขอรบกวนสอบถามอาจาร์เกี่ยวกับการซื้อกองทุนของธนาคาร

Posted by Chanida R2 495418506
ขอรบกวนอาจารย์เกี่ยวกับการซื้อกองทุนของธนาคาร เกี่ยวกับ ดอกเบี้ย และผลตอบแทนที่ได้รับ และการนำมาลดหย่อนอัดตราภาษี และอัตราการเสี่ยง ว่าการลงุทนชนิดนี้มีผลดีและผลเสียอย่างไร จากการอ่านข้อยังไม่ค่อยเข้าใจนะค่ะ จึงขอรบกวนอาจาร์ยด้วยนะคะ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับบทความที่อาจารย์ให้) ขอโทษนะคะ
Permanent Link

2007-Jul-17 - หน่วยลงทุน (Unit Trust)

Posted by พีรเชฐ
หน่วยลงทุน (Unit Trust)

คือตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในรูปของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งเป็น รูปแบบหนึ่ง ของการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม จะเป็นผู้บริหารกองทุน ให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วย ในรูปของเงินปันผล กองทุนรวมมีหลายประเภท ซึ่งคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ ในหนังสือชี้ชวนซื้อหน่วยลงทุนของแต่ละกองทุน ซึ่งจะมีการกำหนดนโยบาย การลงทุนที่ชัดเจน

ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือ จะมีผู้บริหารมืออาชีพดูแลเงินลงทุนแทนคุณ มีการกระจายความเสี่ยงลงในหุ้น กลุ่มต่างๆ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เพราะเป็นเงินกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก ในกรณีที่คุณลงทุน ด้วยตัวเอง

*** หน่วยลงทุน ทุกประเภทมีความเสี่ยง ยิ่งที่โฆษณามาก แสดงผลตอบแทนสูงๆ ควรพิจารณาให้ดี ก่อนเลือกซื้อ ****

Permanent Link

<- Last Page • Next Page ->

About Me

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะไปทางไหน ใครตอบได้ แนวคิด weblog นี้ เพื่อจะรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ และร่วมกันแสดงความเห็นทั่วไปในทางเศรษฐศาสตร์

Blog Statistics
(total loads/total visitors/today visitors)

Internet Providers Home Security

Recent Posts

• ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2
• เชื่อฤกษ์เชื่อดาว ทางพุทธคือคนโง่
• ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ
• เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ชงประชานิยมสูตรพิเศษดันจีดีพีโต 6%
• รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!
• 'ธาริษา' ยอมลดดอกเบี้ยกระตุ้น
• เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
• ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยแสนล. + โดมิโนเศรษฐกิจเริ่มแล้ว /ไวรัสซับไพรม์ลามโลก / จอร์จ โซโรส ชี้สุดเลวร้าย
• ปฎิบัติการจัดตั้งทีวีสาธารณะ 'คร่า' จริยธรรมสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น
• วีรบุรุษหลงสนาม จาก ทีมข่าวเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
• ศาลฯ สั่งไม่เพิกถอนหุ้น ปตท.จากตลาด ส่วนที่ดิน-ท่อกาซ-ท่อน้ำมัน โอนคืนแผ่นดิน
• เสียดายเวลา
• ความเห็นสะท้อน จาก คอลัมน์ ศักดินาเพื่อนนายกฯ
• การ์ตูน...เกี่ยวกับความดี...ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน
• เอาประชานิยม…แต่ต้องเพิ่มภาษี
• ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง
• ปู่ห้าว" จวกนโยบายราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย เพ้อเจ้อ!
• นโยบายสำหรับเศรษฐกิจไทย : เพิ่ม “การผลิต” ไม่ใช่เพียง เพิ่ม “เงิน” ง่ายๆ
• ค่าครองชีพพุ่ง เหลียวหลังแลหน้า ประชาชนจะพึ่งใคร
• ชำแหละไส้ใน “พ.ร.บ.เงินตรา” ธปท. ซ่อนเงื่อนใช้เงิน “คลังหลวง” ล้างขาดทุน
• 1 ปี เศรษฐกิจไทยกับรัฐประหาร ประเทศชาติได้อะไร?
• บินไทยกระอักเซ่นนโยบายรัฐ
• หนี้เน่ากระฉูด4แสนล.
• หนี้เน่าไตรมาส 2 เพิ่ม 9.7 หมื่นล. ภาคอุตสาหกรรมแบกหนักสุด
• แฉความจริงเศรษฐกิจไทย เตือน "ขิงแก่" เร่งเยียวยาก่อนพังพาบ
• อายเวียดนาม
• เอกชนสุดทนผลงาน “โฆสิต” ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมทรุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
• "ความรู้" ที่ท่านอาจจะ "ยังไม่รู้"
• ความเชื่อ - แนวคิด - เศรษฐกิจ - การพัฒนาชาติ
• ปชป.ทันสมัย ขาย นาฬิกาจตุคาม ????
• จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ ...?
• ว.วชิรเมธี : จตุคามรามเทพ
• 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
• ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย
• ส่งออกพังพาบจ่อเลิกกิจการ สัญญาณร้ายชำระหนี้ มีปัญหา
• สิ่งทอระบุปิดรง.แล้ว 200 แห่ง
• ปฏิบัติการบริหารรถไฟฟ้า ถึงเวลารัฐบาลเปิดเกมรุกรวบอำนาจ
• เตือนรัฐอย่าฝืนบิดเบือนตลาด
• พิษบาทแข็งดันนำเข้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• รถ TATA ในอนาคต 2
• รถ TATA ในอนาคต
• นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman
• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 , 9 , 10
• รายชื่อรัฐวิสาหกิจ
• รายชื่อกระทรวงของประเทศไทย
• บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
• สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ
• ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
• จำนวนสถาบันการเงินและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
• อัดฉีดอีโคคาร์แต่วางเงื่อนไขสุดหิน
• จี้เลิกดั้นเมฆดีเซลรางลอยฟ้า สป.ชี้มีแต่สูญ มหาศาลด้านรัฐยังหวังอ้อนเจบิค
• มาลงทุนในตัวเองกันเถอะ
• สหพัฒน์” กุมขมับ คาดรายได้ทั้งเครือหาย 6.5 พันล้าน
• รถไฟฟ้ายิ่งทำยิ่งมั่ว
• ดัชนี “ด้อยพัฒนา” คอลัมน์ เหะหะพาที
• เหล็กซิลิคอนขู่ย้ายฐานลงทุน
• ห่วงคนจนรายได้ต่ำรสนิยมสูง ถลุงเงินกินเหล้า 3.8 หมื่นล้าน
• 'การเมือง' ฉุดยอดขายสินค้าวูบ 'อำพน' เผยคน ไทยไม่มีกะใจเดินจับจ่ายใช้สอย
• “สุวรรณภูมิ” กับวาระซ่อนเร้น กว่าถั่วจะสุก...งา (ทอท.) ก็ไหม้เสียก่อน
• ปลอบประโลมคนใช้รถ ปตท.ลดราคาน้ำมัน40สต.
• อสังหาริมทรัพย์ซึมยาว
• ไร้เดียงสา บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
• รวมการ์ตูน จากนสพ.ไทยรัฐ
• การ์ตูนจากไทยรัฐ 28-5-50
• การ์ตูนจาก ไทยรัฐ 29-5-50
• ธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ซึมยาว ระเบิดซ้ำซากฉุด ดัชนีอุตสาหกรรมทรุดหนัก
• การเมืองป่วนการบริโภคซบฉุดเศรษฐกิจดิ่ง หนุน นักธุรกิจไทยโกยเงินนอก
• เจบิกชะลอปล่อยกู้รถไฟสายสีม่วง
• องค์จตุคามฯมาทันเวลา คอลัมน์ สามัญสำนึก
• รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"
• สุวรรณภูมิจ่อชวดฮับ"คาเธ่ย์"ย้ายซบสิงคโปร์
• ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี
• คลิก! กลยุทธ์กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• หวั่น “ยุบพรรค” ทำเศรษฐกิจช็อก สอท.ผวาบานปลาย ดับไม่ได้กู่ไม่กลับแน่
• พลังงานยันเอาอยู่ปัญหาราคาน้ำมัน
• ฟ้องศาลน้ำมันแพง ใครกำไรใครขาดทุน
• เมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นรถดีเซลราง
• พรุ่งนี้มีคำตอบ
• น้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจฟื้นจำกัด รอรัฐบาลหน้า-ประชาชนระทม
• คนไทยหนี้นอกระบบท่วมหัว เศรษฐกิจบักโกรกรายได้ไม่พอใช้ต้องกู้ซื้อสินค้ายังชีพ
• ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป
• บริษัทใหม่วูบ 20.76% - รับเหมาเจ๊ง
• พิษเศรษฐกิจคนไทยเงินขาดมือ
• รายได้ขาดมือเหตุก่อหนี้เพิ่ม หอการค้าไม่เครียด ให้คะแนนผลงานขิงแก่ 7:10
• คลังเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี51 ชงขุนคลังเคาะ 4.5-5หมื่นล้าน งบลงทุนถูกโยกเป็นงบลับทหาร
• ระวังบ้านเมืองพัง ทรงเตือน คลี่วิกฤติยุบพรรค [25 พ.ค. 50 - 02:47]
• ฐานะการคลังส่อวิกฤต ยอมรับ 7 เดือนแรกปีงบ 50 ขาดดุลเงินสดกว่า 2.17 แสนล้านบาท
• เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอต่อการบริหารประเทศ จริงหรือ?

Friends