เศรษฐกิจประเทศไทย

2007-Nov-20 - ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง

ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง

การเลือกตั้ง 23 ธันวาคมนี้ ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องทนทุกข์แสนสาหัสจากภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดหนักต่อเนื่องมากว่า 2 ปี และขณะนี้ยังคงอยู่ในความมืดมนต่อเนื่อง

เพราะจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาค่า ครองชีพที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากราคาสินค้า ค่าบริการ และขนส่งที่จะปรับขึ้นในต้นปี 2551 ขณะที่น้ำมันยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงให้เศรษฐกิจไทยทรุดหนักลงอีก

“นโยบายเศรษฐกิจ” จึงเป็นนโยบายที่ประชาชนจับตามอง มากที่สุด ว่า แต่ละพรรคการเมืองจะมีแนวทางอย่างไรที่จะพลิกฟื้นความเชื่อมั่น สร้างพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทยให้กลับคืนมาได้

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้รวบรวม และชำแหละนโยบายเศรษฐกิจของ 6 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งอยู่ในสายตาของประชาชนในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ เริ่มจากพรรคการเมืองที่อยู่มายาวนานที่สุด เป็นพรรคแรก

“ประชาชนต้องมาก่อน”

เริ่มออกตัวเป็นพรรคแรกๆ เพราะมั่นใจเกินร้อย ว่าจะเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศด้วยวัยเพียง 43 ปี

พร้อมขุนพลเศรษฐกิจอย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นายเกียรติ สิทธิอมร นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่รับอาสาเข้ามากอบกู้และแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรอการเยียวยาอยู่

โดยมี “วาระประชาชน” ที่มีสโลแกนหาเสียงว่า “ประชาชน ต้องมาก่อน เดี๋ยวนี้” เพื่อมัดใจคนไทยทั้งประเทศ ด้วยนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการลดค่าครองชีพ ของทุกคน

เริ่มจากปัญหาราคาน้ำมันแพง โดยจะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ แต่ยังคงเก็บน้ำมันเบนซินต่อไป เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันถูกลงได้ระดับหนึ่ง รวมทั้งลดการเก็บค่าไฟ สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 150 ยูนิต จะเพิ่มส่วนลดให้อีก 15% รวมถึงจะตรึงราคาก๊าซหุงต้มเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ลอยตัว

นอกจากนั้น ยังมีนโยบายเอาใจคนยากจน ซึ่งหนีไม่พ้นการ เพิ่มรายได้เกษตรกรให้สูงขึ้น 40-50% ในช่วง 4 ปีข้างหน้าจากการเพิ่มผลผลิตและขยายพื้นที่ทำการเกษตร และการสร้างงานใหม่ปีละ 400,000 ตำแหน่ง เพิ่มรายได้ต่อหัว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 100,000 ต่อคน

สำหรับนโยบายเอาใจนักลงทุน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนโดยด่วนนั้น จะยกเลิกมาตรการกัน เงินสำรองเงินทุนนำเข้าระยะสั้น 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทันที รวมทั้งนำ พ.ร.บ.ประกอบ ธุรกิจคนต่างด้าวของเดิมกลับมาใช้ ปรับลดอัตรา ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากอัตรา 30% เหลือ 25% ขณะเดียวกันจะลดต้นทุนการขนส่งลงให้ได้ 25-30% โดยจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวให้ได้ปีละ 7-8% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจะเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและภาคบริการขึ้นเท่าตัวภายใน 4 ปี

นอกจากนี้ เมื่อ ปชป.เป็นรัฐบาลจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใน 5 ปี ด้วยระบบชลประทาน 300,000 ล้านบาท ระบบรถไฟ 200,000 ล้านบาท และระบบขนส่งมวลชน 250,000 ล้านบาท โดยเพิ่มรถไฟฟ้าอีก 3 สาย ที่ไปถึงปากน้ำ สมุทรปราการ พุทธมณฑล สะพานใหม่ ดอนเมือง

ขณะที่การลงทุนในระบบสื่อสารและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะเร่งยกระดับประเทศไทย สู่เทคโนโลยีอนาคต เด็กไทยต้องมีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์ 10 คนต่อเครื่อง ส่วนนโยบายสังคม ปชป.ให้คำมั่นว่า คนไทยจะได้เรียนฟรีถึงระดับชั้น ม.ปลายและมีคลินิกรักษาใกล้บ้านโดย ไม่เสียสตางค์

“เพื่อประชาชน โดยประชาชน”

“พลังประชาชน” พรรคการเมืองที่มีหัวหน้าพรรคคือ นายสมัคร สุนทรเวช เป็น “นอมินี”หรือตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่แปลกที่จะเห็นนโยบายต่างๆ ถอดแบบมาจากพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะนโยบาย “ประชานิยม”

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ไม่ใช่ใครที่ไหน นักการตลาดที่เคยฝากฝีมือ ไว้จากการปรับปรุงองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) เป็นบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) โมเดิร์นไนน์ ทีวี ทีมงานเด่นๆ เช่น นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ของพรรคฯ จัดทำขึ้นเพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันที่ประชาชน 85% เดือดร้อนจากปัญหาปากท้อง จึงต้องสานต่อนโยบายประชานิยม เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย

ขณะเดียวกัน จะสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้าง สวัสดิการแก่คนไทย ประกอบด้วย ประชานิยมสูตรต้นตำรับ ทั้ง 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเพื่อประชาชน กองทุนเอสเอ็มแอล หวยบนดิน กองทุนเรียนก่อนผ่อนทีหลัง แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพิ่มสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ขจัดยาเสพติด โครงการสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป)

นอกจากนั้น ยังเพิ่มเติมด้วยการนำประชานิยมสูตรต้นตำรับมารวมกับประชานิยมสูตรพิเศษ เพื่อให้รายจ่ายลดลง 4 เท่า และรายได้หลักเพิ่มขึ้น 4 เท่า โดยการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ปีละ 350,000 ล้านบาท โดยประกาศให้ปี 2551-2552 เป็นปีท่องเที่ยว ขยายสนามบิน สุวรรณภูมิ ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านล้านบาท ผลักดันให้ ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ และการผลิตยาของโลก

ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน จะออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผลักดันให้จัดตั้ง ฟาร์มโคคุณภาพ ประกันรายได้เกษตรกรประกันราคาสินค้า เกษตรสำคัญให้สูงกว่าต้นทุน ผลักดันให้แรงงานมีโอกาสไปทำงานต่างประเทศมากขึ้นด้วยการบินก่อนผ่อนทีหลัง และการสานต่อผู้ว่าซีอีโอ

นอกจากนี้ จะอัดฉีดเงินทุนในโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) 1.5 ล้านล้านบาท ยกเลิกมาตรการกันเงินทุนสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย ลงทุนโครงการน้ำ 200,000 ล้านบาท

ด้านขนส่งมวลชน จะวางโครงข่ายคมนาคม และระบบขนส่งสินค้า ครบวงจร (โลจิสติกส์) เงินลงทุน 200,000 ล้านบาท 5 ระบบ คือ 1. รถไฟในปัจจุบัน 2. รถไฟความเร็วสูง 3. รถไฟใต้ดิน 10 สาย ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย 4. รถไฟวงแหวน เพื่อคนกรุงเทพฯและ ปริมณฑล และ 5. รถไฟก้างปลา เพื่อคนต่างจังหวัด รวมทั้งจัดหาที่อยู่อาศัยรูปแบบ ต่างๆให้ผู้ไร้ที่อยู่ เช่น บ้านบัณฑิต บ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง

“เปลี่ยนความคิด เป็นความจริง”

พรรคชาติไทยมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ ร่วมด้วยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นายกร ทัพพะรังสี ภายใต้การคุมทีมของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคฯ มีที่ปรึกษาคือ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยได้ประกาศนโยบายต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าให้มีรายได้ เพียงพอในการใช้จ่าย และตั้งเป้าหมายว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องได้รับการกระตุ้นภายใน 6 เดือน-1 ปี วัดผล ภาษีที่เก็บได้มากขึ้น และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีขยายตัวขึ้น พร้อมทั้งใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับประชานิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ในด้านการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน พุ่ง เป้าผลักดันการปลูกพืชพลังงานทดแทน เช่น อ้อย ปาล์มน้ำมัน และสบู่ดำ ลดการนำเข้า น้ำมันจากต่างประเทศ และศึกษาวิจัยแหล่งพลังงานใหม่ สำหรับมาตรการทางการเงิน จะรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นโยบายเพื่อเกษตรกร จะมุ่งพัฒนาการเกษตรเพื่อพาณิชยกรรมควบคู่กับการเกษตรแบบยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาระบบการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยการปฏิรูปที่ดิน

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจชนบท โดยส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ทางเศรษฐกิจ แก่ชุมชนชนบท ส่งเสริมให้ใช้ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่นวิเคราะห์ตลาดเพื่อ ให้ระบบตลาดนำการผลิต และตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานการครองชีพของคนในชนบท

ขณะที่นโยบายของภาคอุตสาหกรรม จะปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ ลดต้นทุนการผลิต และพัฒนากระบวนการผลิตที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเพื่อการบริโภค ภายในประเทศและการส่งออก

ปรับปรุงระบบและพิธีการต่างๆที่เกี่ยวกับการส่งออก เพื่อลดต้นทุน ปรับปรุงโครงสร้างภาษี ให้เอื้อต่อกระบวนการผลิต รวมถึงพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงการคมนาคมทั้งในประเทศและ ระหว่างประเทศ

ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม พรรคชาติไทยได้ชูนโยบายยกระดับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ของประชาชนในชนบทที่ห่างไกล พร้อมทั้งพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ ต่อความต้องการใช้ทั่วประเทศ พัฒนาระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ รวมถึงพัฒนาระบบชลประทานควบคู่กัน

9 ความสุข “เพื่อแผ่นดิน”

พรรคเพื่อแผ่นดิน ชูนโยบายสร้างความสุขคืนสู่ “แผ่นดินไทย” 9 ข้อคือ กินอยู่ดี มีความสุข สุขภาพดี มีความสุข ความรู้ดี มีความสุข ครอบครัวดี มีความสุข สังคมดี มีความสุข สิ่งแวดล้อมดี มีความสุข ราคาพืชผลเกษตรดี มีความสุข รู้รักสามัคคี มีความสุข และศักดิ์ศรีประเทศดี มีความสุข

แต่ความสุขที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรงจะมี 2 ข้อคือ กินดีอยู่ดี และราคาพืชผลเกษตรดี มีความสุข หัวหน้าทีมเศรษฐกิจชื่อ “จิรายุ วสุรัตน์” อดีตเลขาฯสภาหอการค้าไทย และมีทีมร่างนโยบาย และที่ปรึกษาระดับกูรู อาทิ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รองนายกฯ และรมว.คลัง นายวิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการ ธปท.และประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ นายศุภชัย พิศิษฐวานิช อดีตปลัดกระทรวงการคลัง

“เพื่อแผ่นดิน” ยอมรับว่า นโยบายเศรษฐกิจแทบทั้งหมดเป็นการต่อยอดนโยบาย ประชานิยมของรัฐบาลทักษิณแต่จะพัฒนาให้เป็น “ประชานิยมที่ดีขึ้น” โดยจะต้องเรียกคืนความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ สร้างบรรยากาศการค้าการลงทุน จากในและจากต่างประเทศให้กลับคืนมา ยึดระบบเศรษฐกิจเสรีที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ (Business Hub)

สำหรับแนวนโยบาย “กินอยู่ดี มีความสุข” จะมีการตั้งกองทุนร่วมทุน 10,000 ล้านบาท เป็นแหล่งทุนให้เอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน ยกระดับกองทุนหมู่บ้านฯ เป็นธนาคารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมีเงินทุนแห่งละ 3-5 ล้านบาท และการจัดสรรงบเป็นเงินผันพัฒนาหมู่บ้านละ 3-5 แสนบาท

ต่อยอดสินค้า OTOP เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมตลาดชุมชนสู่ตลาดโลก สานต่อความสำเร็จ ของโครงการมูลนิธิศิลปาชีพพิเศษ รวมทั้งเร่งรัดการสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นแบรนด์โลก

จะรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท รักษาวินัยและกติกาสากลของระบบการเงินการคลัง และยืนยัน จะไม่นำอนาคตมาขายล่วงหน้า ปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ สร้างฐานภาษีอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นกลไก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้น ยังเร่งรัดการเพิ่มรายได้ด้านการส่งออก โดยเน้นตลาดที่มีความเป็นไปได้

พัฒนาระบบขนส่งครบวงจร โดยมีระบบรางเป็นแกนเชื่อมผู้ผลิต ผู้ค้า ศูนย์กระจายสินค้า สร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ เร่งรัดสร้างรถไฟฟ้าให้ครบ 10 สาย และต่อไปจังหวัดใกล้เคียง

ขณะที่ “ราคาพืชผลเกษตรดี มีความสุข” จะพัฒนาระบบการประกันราคาผลผลิต ทางการเกษตรให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงรวมทั้งเปิดตลาดสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

พัฒนาระบบชลประทาน โดยการขุดลอกคลองส่งน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็กกระจายในพื้นที่การเกษตร รวมทั้งชลประทานระบบท่อมาในกับพื้นที่ปิด เสริมความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ ตั้ง สถาบันเกษตรอินทรีย์โดยกำหนดให้สินค้า เกษตรไทยปลอดจีเอ็มโอ ส่งเสริมไร่นาสวนผสมตามทฤษฎีใหม่

ด้านสุขภาพ ยังคงเป็นระบบประกันสุขภาพทั่วหน้า แต่เพิ่มงบ ประมาณเป็นคนละ 2,300 บาท

“ทางออกของสังคมไทย”

พรรคที่มีโลโก้และเครดิตของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี “รัฐบาลทักษิณ” เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ในการให้แนวคิด แนวนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีขุนพลข้างกายอย่าง นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายอุตมะ สาวนายนต์ เป็นทีมเศรษฐกิจ ที่ยกให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าทีม

“รวมใจไทยชาติพัฒนา” กำหนดกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างน้อย 5% ใน 5 ปีข้างหน้า

ภาคการลงทุนที่แท้จริงขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% เฉลี่ย 3 ปีข้างหน้าดุลการคลังจะขาด ดุลไม่เกิน 2-2.5% ของจีดีพีและเข้าสู่สมดุลใน 3 ปี และด้วยกรอบวินัยการคลังนี้ รัฐจะมี งบฯ 600,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจตามแนวทางของพรรค นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย ลดภาระให้ประชาชน เช่น กำหนดให้ผู้ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี รวมถึงสามีภรรยารายได้รวมกันไม่เกิน 280,000 ต่อปีไม่ต้องเสียภาษี เพิ่มการหักค่าใช้จ่ายจากเดิมเหมา 60,000 บาท เป็น 1 แสนบาท

หักลดหย่อนค่าเล่าเรียนบุตรเพิ่มเป็น 5,000 บาทต่อคน จาก 2,000 บาท หักลดหย่อนการเลี้ยงดู พ่อแม่ได้ 50,000 บาท จาก 30,000 บาท ปรับเพิ่มการหักภาษีค่าผ่อนบ้านหลังแรก จากเดิมที่เคยหักได้เฉพาะดอกเบี้ย 50,000 บาทต่อปี เป็นได้ทั้งต้นและดอก 300,000 บาทต่อปี

รวมทั้งมาตรการลดต้นทุนภาคเอกชน เช่น ธุรกิจใหม่ รายได้รวมไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เป็นเวลา 5 ปี ปรับลดภาษี ให้ธุรกิจเอสเอ็มอี และมีมาตรการช่วยเหลือค้าปลีกไทยให้แข่งขันได้ เช่น ให้ค้าปลีกรายย่อย หักค่าใช้จ่ายเหมาเพิ่มเป็น 95% จากเดิม 80%

นอกจากนั้น ยังมีนโยบายฟื้นฟูชีวิตเกษตรกร พักชำระหนี้ 3 ปี ให้ลูกค้าธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีปัญหาด้วยเหตุสุจริต ที่มีเงินกู้ไม่เกิน 4 แสนบาท, ลดดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเกษตรกรรายย่อยเงินกู้ไม่เกิน 4 แสนบาท ให้เหลือไม่เกิน 5% ต่อปี จากปกติ 7-10% ต่อปี

เน้นกระจายความมั่งคั่งสู่ภูมิภาค โดยเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านเป็น 2 ล้านบาท จาก 1 ล้านบาท และพัฒนาให้เป็นธนาคารชุมชน และสานต่อโครงการ SML โดยขยายวงเงินเป็น 4-6 แสนบาท ให้บำนาญประชาชนที่อายุเกิน 60 ปี ที่อยู่นอกระบบประกันสังคม คนละ 2,000 บาทต่อเดือน

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเร่งสร้างรถไฟฟ้า 6 สายให้เสร็จใน 4 ปี ด้วยงบ 3 แสนล้านบาท สร้างรถไฟ Commuter Train เชื่อมโยงรถไฟฟ้าสู่ปริมณฑล เปลี่ยนระบบโลจิสติกส์ จากเป็นระบบรางและเรือ และแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นระบบภายใน 4 ปี ใช้เงิน 2 แสนล้านบาท

“ชีวิตร่ำรวย ประชาเป็นสุข”

“ชีวิตร่ำรวย ประชาเป็นสุข ได้รับความเป็นธรรม” เป็น นโยบายพรรค “มัชฌิมาธิปไตย” ที่มี “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมรับอาสา เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วยตัวเอง ขณะที่ทีมงานด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย นายประมวล เลี่ยวไพรัตน์ นายมนู มณีวัฒนา นายอัมรินทร์ คอมันตร์ นายณรงค์ พิริยะเอนก นายอายุทธ จิรชัยประเสริฐ, พิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์, ศุภพรพงศ์ ชวนบุญ

นโยบายด้านเศรษฐกิจ เน้นแก้ไขหนี้สินของประชาชน พักหนี้ เกษตรกร ครู ข้าราชการ เปิดเสรีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ สร้างความเท่าเทียมทางการเงินการคลังลดส่วนต่างดอกเบี้ย เงินกู้และเงินฝากไม่เกิน 3% รวมถึงแก้ไขข้อผูกพันที่ทำไว้กับต่างประเทศที่มีผลกระทบ ต่อคนไทย เช่น กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ

มัชฌิมาธิปไตย ยืนยันจะไม่มีนโยบายขายรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค และความมั่นคง และจะนำรัฐวิสาหกิจที่ขายไปโดยไม่ชอบธรรมคืน กลับมาเพื่อประโยชน์ ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ จะสนับสนุนธุรกิจโชห่วยและธุรกิจรายย่อย ของคนไทยให้ ยืนได้ด้วยตัวเอง

ขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น ลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ส่วนนิติ บุคคลให้เก็บสูงสุดไม่เกิน 20% ขณะเดียวกัน จะยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้เป็นธนาคารหมู่บ้าน โดยให้เงินกองทุนเพิ่ม ขึ้นอย่างน้อย 1 ล้านบาท

สำหรับด้านคมนาคมขนส่ง จะสร้างรถไฟฟ้า 10 สายทาง ค่าโดยสารราคา 15 บาทตลอดสาย เป็นเวลา 10 ปี สร้างรถไฟฟ้ารางคู่ความเร็วสูงไปทั่วประเทศ สร้างถนนคอนกรีต และประปาเข้าถึงทุกหมู่บ้าน นอกจากนี้ จะศึกษาอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการ ขุดคลองกระ เพื่อส่งเสริมการคมนาคม การค้าอุตสาหกรรม การจ้างงาน และพัฒนา พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้

ส่วนนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน จะใช้นโยบายการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าวเจ้าราคา 10,000 บาท/ตัน ข้าวเหนียว 11,000 บาท ข้าวหอมมะลิ 12,000 บาท ยางพารา กก.ละ 80 บาท และ จะส่งเสริมการเลี้ยงโคเพศเมียให้เกษตรกร 1 ล้านครอบครัว และเลี้ยง โคขุนคุณภาพสูงแบบโคโกเบ โดยประกันราคา กก.ละ 50 บาท รวมถึงแจกพันธุ์ไก่คุณภาพ 4 ล้านครอบครัว ขุดบ่อน้ำ 9 ล้านบ่อเพื่อ 9 ล้านครอบครัว ใน 4 ปี โดยการจัดหารถขุดให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นแห่งละ 1 คัน

รวมทั้งจะปรับเพิ่มเงินตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มีค่าตอบแทนหรือสวัสดิการแก่อาสาสมัคร ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) เดือนละ 1,000 บาท รวมถึงสนับสนุนโครงการ SML หมู่บ้านบ้านละ 3-5 แสนบาทด้วย.

**********

คู่มือประชาชนฉบับเลือกตั้ง

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสหลายคนมีความเห็นสอดคล้อง กันว่า ระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยภายหลังการเลือกตั้ง มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะที่เรียกว่า Stag flation หรือสภาพเศรษฐกิจที่ราคาสินค้าสูงขึ้นในขณะที่ผู้คนไม่มีอำนาจซื้อ ทำให้สินค้าขายไม่ออก การลงทุนชะงักงัน และภาวะการว่างงานเพิ่มขึ้น

สภาวการณ์เช่นว่านี้ มีสาเหตุมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัย ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประชาชนคนไทยจำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาลที่มีความเข้มแข็งพอจะ นำพาประเทศชาติให้รอดผ่านวิกฤตการณ์ ในครั้งนี้ไปให้ได้ด้วยแนวทางการบริหาร ราชการแผ่นดินที่เข้มแข็ง มีความชัดเจน และมีนโยบายเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนและคนไทย โดยทั่วไปสามารถจับต้องได้

อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันกันนำเสนอนโยบายในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง เช่นที่กำลังเป็นอยู่นี้ หลายพรรคการเมืองถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่านำเสนอแต่นโยบายสวยหรู และออกจะสร้างความหวังลมๆแล้งๆที่ไม่แน่ว่าจะจับต้องได้จริงหรือไม่

ที่สำคัญ แต่ละพรรคยังพร่ำพูดถึงแต่ความพยายามจะต่อยอดนโยบายประชานิยม ซึ่งเคยเป็นที่รังเกียจรังงอนมาในรัฐบาลชุดที่แล้วแทบทั้งสิ้น ในขณะที่เป็นที่แจ้งชัด และรับรู้กันโดยทั่วไปว่า รัฐธรรมนูญซึ่งออกแบบมาเพื่อทำให้รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งหมดความเข้มแข็ง เนื่องจากต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคย่อมทำให้การบริหาร ราชการแผ่นดินไม่มีเอกภาพ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ง่าย

สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้คนเกิดความไม่มั่นใจในระบบการปกครองประเทศ และการดำเนินนโยบายด้านต่างๆ โดย เฉพาะนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ในข้อวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆนั้น ล่าสุด ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง ยังระบุไว้ด้วยว่าหากประชาชนโดยเฉพาะ นานาอารยประเทศไม่แน่ใจในระบบการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นว่ามีความเป็น อิสระและยุติธรรมจริงเพียงใด ขณะที่ระบบการกล่าวหา การใช้กฎหมายและความยุติธรรม ที่ถูกนำไปใช้ในช่วงที่ผ่านมาจะยังมีอยู่ต่อไป หรือไม่แน่ใจว่าทหารจะกลับมาปกครองประเทศ อีกหรือไม่

สิ่งนี้ย่อมซ้ำเติมให้ภาวะเศรษฐกิจไทยเปราะบางลงมากยิ่งขึ้น และเป็นไปได้ที่สถานการณ์ ต่างๆจะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องไปอีก 4-5 ปี

ส่วน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า หากจะนำนโยบายประชานิยมต่างๆที่แต่ละพรรคกำลังหา เสียงอยู่มาใช้ รัฐบาลก็จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างน้อย 6-8% จึงจะทำให้ จีดีพีขยายตัวในอัตราเดียวกันกับภาระหนี้สาธารณะที่ จะเกิดจากการขาดดุลงบประมาณ และหาทางฟื้นเศรษฐกิจด้วยการมีนโยบายที่ชัดเจนในการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ เพราะการลงทุนมีสัดส่วนถึง 30% ของจีดีพี

ขณะที่ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย ระบุว่าแม้นโยบายประชานิยม ยังคงมีความจำเป็นอย่างต่อเนื่องในสภาพ เศรษฐกิจที่กำลังถดถอยเพื่อลดความตึงเครียดลง แต่รัฐบาลใหม่ควรมีนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน และให้ความสำคัญต่อประเด็นปัญหา ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่อย่างตรงจุด

เริ่มต้นจากสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศภายใต้ นโยบายเศรษฐกิจ มหภาคที่เหมาะสม และการนำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างที่เป็นการสร้างเสถียรภาพ ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือประชาชนควรจะต้องเรียก หารัฐบาลและผู้บริหารที่มีความสามารถ มีความเข้าใจการบริหารเศรษฐกิจสมัยใหม่อย่างจริงจัง เพื่อเข้าไปผลักดัน ให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาต่างๆเดินหน้า ไปได้อย่าง มีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองที่เกิดขึ้น

ลองหันมาฟัง ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบ้าง ดร.โชติชัยให้ความเห็นว่า แม้นโยบายหลายอย่างจะแสดงถึงความกล้าหาญ และเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ กับเรื่องบางเรื่องซึ่งอาจได้รับแรงเสียดทานจากองค์กร รัฐและสังคม แต่กระนั้นหลายพรรคก็ยังขาดความชัดเจนในวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ที่สำคัญ ภายใต้ความต้องการลดภาษี และเพิ่มหนี้ในการลงทุนโครงการต่างๆ จำเป็นต้องสร้างระบบการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังและไม่สร้างภาระการคลัง ที่เสี่ยงเกินไป

สำหรับ ทีมเศรษฐกิจ เรามีความเห็นว่า แต่ละพรรคการเมือง หรือรัฐบาลใหม่ ควรสร้างความชัดเจนในเรื่องสำคัญๆดังต่อไปนี้

1. นโยบายประชานิยมควรจะเป็นนโยบายที่เป็นรากฐานการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน การประกอบอาชีพ การศึกษา และการรักษาพยาบาลอย่างแท้จริง โดยไม่สร้างภาระการคลังแก่รัฐ หรือกลายเป็นการลดทอนความสามารถของประชาชนในอนาคต และแน่นอน จะต้องไม่ใช่นโยบายประชานิยมในรูปแบบที่แต่ละพรรคต่างพยายาม จะนำออกมาเกทับบลัพแหลกแหกตากันอย่างที่กำลังเป็นอยู่

2. จำเป็นต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่น รวมทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจ การเมือง และเสถียรภาพในการแก้ปัญหาของรัฐบาลกลับคืนสู่ประเทศชาติอีกครั้ง ด้วยการให้สัญญากับประชาชนว่า รัฐธรรมนูญจะได้รับการแก้ไขเพื่อให้รัฐบาล มีความเป็นเอกภาพและเข้มแข็งขึ้นรวมถึงทำอย่างไรที่จะสร้างความชัดเจนแก่ประชาชน ว่าทหารจะไม่กลับมามีอำนาจอีก

3. สร้างความชัดเจนแก่ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติว่าจะใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม แก่ทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ เช่น ทำให้การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม เช่นเดียวกับกฎหมายการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง การแปรรูป หรือนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

4. มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยวิธีใด ขณะเดียวกันจะส่งเสริม ให้เกิดการออมเงินในรูปแบบต่างๆ รวมถึงจัดหารายได้เข้าประเทศในจำนวนมากๆ เพื่อสนองต่อนโยบายในการลงทุนและรัฐสวัสดิการของแต่ละพรรคได้อย่างไร ในขณะที่รัฐบาลมีภาระต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

5. มีการนำเสนอบุคคลที่มีความสามารถและเข้าใจการบริหารเศรษฐกิจสมัยใหม่ เข้าร่วมทีมงานเศรษฐกิจเพื่อช่วยกันผลักดันให้ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความเชื่อถือจากประชาชนคน ไทยตลอดจนถึงนานาอารยประเทศ

ขอแค่ 5 ข้อเท่านั้น ที่จะเป็นคู่มือให้ประชาชนคนไทยไปกากบาทให้ถูกตัวถูกคน และถูกพรรค.

 

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

ที่มา นสพ.ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2550


<- Last Page • Next Page ->

About Me

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะไปทางไหน ใครตอบได้ แนวคิด weblog นี้ เพื่อจะรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ และร่วมกันแสดงความเห็นทั่วไปในทางเศรษฐศาสตร์

Blog Statistics
(total loads/total visitors/today visitors)

Internet Providers Home Security

Recent Posts

• ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2
• เชื่อฤกษ์เชื่อดาว ทางพุทธคือคนโง่
• ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ
• เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ชงประชานิยมสูตรพิเศษดันจีดีพีโต 6%
• รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!
• 'ธาริษา' ยอมลดดอกเบี้ยกระตุ้น
• เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
• ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยแสนล. + โดมิโนเศรษฐกิจเริ่มแล้ว /ไวรัสซับไพรม์ลามโลก / จอร์จ โซโรส ชี้สุดเลวร้าย
• ปฎิบัติการจัดตั้งทีวีสาธารณะ 'คร่า' จริยธรรมสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น
• วีรบุรุษหลงสนาม จาก ทีมข่าวเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
• ศาลฯ สั่งไม่เพิกถอนหุ้น ปตท.จากตลาด ส่วนที่ดิน-ท่อกาซ-ท่อน้ำมัน โอนคืนแผ่นดิน
• เสียดายเวลา
• ความเห็นสะท้อน จาก คอลัมน์ ศักดินาเพื่อนนายกฯ
• การ์ตูน...เกี่ยวกับความดี...ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน
• เอาประชานิยม…แต่ต้องเพิ่มภาษี
• ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง
• ปู่ห้าว" จวกนโยบายราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย เพ้อเจ้อ!
• นโยบายสำหรับเศรษฐกิจไทย : เพิ่ม “การผลิต” ไม่ใช่เพียง เพิ่ม “เงิน” ง่ายๆ
• ค่าครองชีพพุ่ง เหลียวหลังแลหน้า ประชาชนจะพึ่งใคร
• ชำแหละไส้ใน “พ.ร.บ.เงินตรา” ธปท. ซ่อนเงื่อนใช้เงิน “คลังหลวง” ล้างขาดทุน
• 1 ปี เศรษฐกิจไทยกับรัฐประหาร ประเทศชาติได้อะไร?
• บินไทยกระอักเซ่นนโยบายรัฐ
• หนี้เน่ากระฉูด4แสนล.
• หนี้เน่าไตรมาส 2 เพิ่ม 9.7 หมื่นล. ภาคอุตสาหกรรมแบกหนักสุด
• แฉความจริงเศรษฐกิจไทย เตือน "ขิงแก่" เร่งเยียวยาก่อนพังพาบ
• อายเวียดนาม
• เอกชนสุดทนผลงาน “โฆสิต” ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมทรุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
• "ความรู้" ที่ท่านอาจจะ "ยังไม่รู้"
• ความเชื่อ - แนวคิด - เศรษฐกิจ - การพัฒนาชาติ
• ปชป.ทันสมัย ขาย นาฬิกาจตุคาม ????
• จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ ...?
• ว.วชิรเมธี : จตุคามรามเทพ
• 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
• ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย
• ส่งออกพังพาบจ่อเลิกกิจการ สัญญาณร้ายชำระหนี้ มีปัญหา
• สิ่งทอระบุปิดรง.แล้ว 200 แห่ง
• ปฏิบัติการบริหารรถไฟฟ้า ถึงเวลารัฐบาลเปิดเกมรุกรวบอำนาจ
• เตือนรัฐอย่าฝืนบิดเบือนตลาด
• พิษบาทแข็งดันนำเข้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• รถ TATA ในอนาคต 2
• รถ TATA ในอนาคต
• นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman
• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 , 9 , 10
• รายชื่อรัฐวิสาหกิจ
• รายชื่อกระทรวงของประเทศไทย
• บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
• สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ
• ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
• จำนวนสถาบันการเงินและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
• อัดฉีดอีโคคาร์แต่วางเงื่อนไขสุดหิน
• จี้เลิกดั้นเมฆดีเซลรางลอยฟ้า สป.ชี้มีแต่สูญ มหาศาลด้านรัฐยังหวังอ้อนเจบิค
• มาลงทุนในตัวเองกันเถอะ
• สหพัฒน์” กุมขมับ คาดรายได้ทั้งเครือหาย 6.5 พันล้าน
• รถไฟฟ้ายิ่งทำยิ่งมั่ว
• ดัชนี “ด้อยพัฒนา” คอลัมน์ เหะหะพาที
• เหล็กซิลิคอนขู่ย้ายฐานลงทุน
• ห่วงคนจนรายได้ต่ำรสนิยมสูง ถลุงเงินกินเหล้า 3.8 หมื่นล้าน
• 'การเมือง' ฉุดยอดขายสินค้าวูบ 'อำพน' เผยคน ไทยไม่มีกะใจเดินจับจ่ายใช้สอย
• “สุวรรณภูมิ” กับวาระซ่อนเร้น กว่าถั่วจะสุก...งา (ทอท.) ก็ไหม้เสียก่อน
• ปลอบประโลมคนใช้รถ ปตท.ลดราคาน้ำมัน40สต.
• อสังหาริมทรัพย์ซึมยาว
• ไร้เดียงสา บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
• รวมการ์ตูน จากนสพ.ไทยรัฐ
• การ์ตูนจากไทยรัฐ 28-5-50
• การ์ตูนจาก ไทยรัฐ 29-5-50
• ธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ซึมยาว ระเบิดซ้ำซากฉุด ดัชนีอุตสาหกรรมทรุดหนัก
• การเมืองป่วนการบริโภคซบฉุดเศรษฐกิจดิ่ง หนุน นักธุรกิจไทยโกยเงินนอก
• เจบิกชะลอปล่อยกู้รถไฟสายสีม่วง
• องค์จตุคามฯมาทันเวลา คอลัมน์ สามัญสำนึก
• รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"
• สุวรรณภูมิจ่อชวดฮับ"คาเธ่ย์"ย้ายซบสิงคโปร์
• ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี
• คลิก! กลยุทธ์กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• หวั่น “ยุบพรรค” ทำเศรษฐกิจช็อก สอท.ผวาบานปลาย ดับไม่ได้กู่ไม่กลับแน่
• พลังงานยันเอาอยู่ปัญหาราคาน้ำมัน
• ฟ้องศาลน้ำมันแพง ใครกำไรใครขาดทุน
• เมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นรถดีเซลราง
• พรุ่งนี้มีคำตอบ
• น้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจฟื้นจำกัด รอรัฐบาลหน้า-ประชาชนระทม
• คนไทยหนี้นอกระบบท่วมหัว เศรษฐกิจบักโกรกรายได้ไม่พอใช้ต้องกู้ซื้อสินค้ายังชีพ
• ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป
• บริษัทใหม่วูบ 20.76% - รับเหมาเจ๊ง
• พิษเศรษฐกิจคนไทยเงินขาดมือ
• รายได้ขาดมือเหตุก่อหนี้เพิ่ม หอการค้าไม่เครียด ให้คะแนนผลงานขิงแก่ 7:10
• คลังเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี51 ชงขุนคลังเคาะ 4.5-5หมื่นล้าน งบลงทุนถูกโยกเป็นงบลับทหาร
• ระวังบ้านเมืองพัง ทรงเตือน คลี่วิกฤติยุบพรรค [25 พ.ค. 50 - 02:47]
• ฐานะการคลังส่อวิกฤต ยอมรับ 7 เดือนแรกปีงบ 50 ขาดดุลเงินสดกว่า 2.17 แสนล้านบาท
• เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอต่อการบริหารประเทศ จริงหรือ?

Friends