|
คำสั่งสายฟ้าแลบ ของ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ภายใต้ การกำกับดูแลของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ที่ให้ยึดสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีอย่างเป็นทางการ
พร้อมยุติการแพร่ภาพออกอากาศตั้งแต่เวลา00.00 น. ของวันที่ 15 ม.ค. 2551 เพื่อเปลี่ยนผ่านกิจการสถานีโทรทัศน์ปกติไปสู่การเป็นสื่อ หรือทีวีสาธารณะ ที่ต้องใช้เงินอุดหนุนจากรัฐกว่าปีละ 1,700 ล้านบาท
เพื่อสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น และอุดมการณ์หลุดโลกของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) บางกลุ่ม กับสื่อที่อยู่ในสภาพเหมือนผึ้งแตกรัง และหิวโหย ดูจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไร้ซึ่งเมตตาธรรม!
เพราะพนักงานมากกว่า 800 คน กับบรรดาผู้ผลิต และผู้จัดรายการที่มีคนในแวดวง เกี่ยวข้องอยู่เกือบ 10,000 ชีวิต มีอันต้องตกงาน และถูกลอยแพอย่างไม่เป็นธรรม และไม่มีแม้แต่เงินชดเชยการเลิกจ้างที่นายจ้างที่ดีพึงปฏิบัติต่อลูกจ้าง
ขณะที่รัฐบาลซึ่งอยู่ในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการ กลับถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องของคุณธรรม และจริยธรรมที่ตนพร่ำบอกแก่สังคม ให้ร่วมกันเชิดชูเสียเอง
โดยเฉพาะเมื่อพยายามฉกฉวยโอกาสในช่วงที่กำลังจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามา รวบรัดยึดสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ไป
พร้อมๆกับเร่งรัด ครม.มีมติขึ้นภาษีสรรพสามิตเหล้าและบุหรี่ เพื่อให้สามารถโอนเงินรายได้ส่วนนี้ไปให้แก่เครือข่ายทีวีสาธารณะของตน และพวกได้โดยเร็ว
ทั้งที่การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดหลักการในการจัดเก็บภาษีและรายได้ ซึ่งควรใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณชนอย่างแท้จริง หากใช่เพื่อกิจการใด หรือประโยชน์ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ที่สำคัญ ในขณะที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายชั่วคราวของทีวีสาธารณะซึ่งมีชื่อเรียก อย่างเป็นทางการ ว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS : Thai Public Broad casting Service) ที่มี นายขวัญสรวง อติโพธิ (คู่แฝดนายแก้วสรร อติโพธิ สมาชิก สนช.) เป็นประธาน ยังไม่สามารถให้คำจำกัดความง่ายๆ แก่สังคมไทยได้ว่า ทีวีสาธารณะจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
จะส่งเสริมให้สังคมมีคุณธรรมและจริยธรรมได้อย่างสูงส่ง หรือแตกต่างไปจากทีวีช่องอื่นๆที่มีอยู่อย่าง 3 5 7 9
หรือจืดชืดไม่เป็นท่าเหมือนช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่รัฐต้องส่งเงินอุดหนุนอยู่ปีละกว่า 1,800 ล้านบาท เพียงไร
รวมทั้งจะปลอดจากทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุนได้อย่างไร
สังคมก็ย่อมจะมีข้อกังขา และไร้ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจว่า ทีวี สาธารณะ จะไปรอดได้จะคุ้มค่ากับเงินที่รัฐลงทุนไปหรือไม่
ยิ่งมีความคิดคับแคบ ประสงค์จะคิดแทน และยัดเยียดความต้องการส่วนตนให้แก่ ประชาชน
แรงเสียดทานและตอกกลับก็ยิ่งมีสูง
ลองสดับตรับฟังดูว่า บุคคลชั้นนำในแวดวงที่เกี่ยวข้องคิดอย่างไร
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
ทีวีสาธารณะจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ต้องรอดูว่าจะทำได้จริงไหม ใครคือคนทำงานที่เก่งจริงๆ จนสามารถตัดสินได้ว่ารายการใดดี ไม่ดี
ในหลักการ ผมไม่ได้คัดค้าน แต่อยากฝากให้มอง 2 ประเด็น คือ 1. ใครกันที่เป็นคนเก่งคนดี มีคุณธรรม รสนิยมดีเลิศ ที่จะช่วยกลั่นกรองรายการดีๆให้ประชาชน ถ้าจะบอกว่า ที่ผ่านมารายการทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆไม่ดี ไม่ดีอย่างไร
2. ทีวีสาธารณะมาช้าไปไหม ในต่างประเทศเกิดขึ้นมาหลาย 10 ปีที่แล้ว เมื่อคลื่นความถี่มีจำกัด ทีวีสาธารณะจึงเป็นความหวัง แต่ ณ วันนี้ คลื่นความถี่ไม่มีข้อจำกัดแล้ว มีทั้งเคเบิ้ล ดาวเทียม ขณะที่ พ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ ก็กำลังจะเปิดเสรี
ผมเชื่อในเรื่องความหลากหลาย และคิดว่าประชาชนไม่โง่ เขาเลือกของเขาเองได้ และไม่ชอบให้ใครมากำหนด และอยากดูว่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า รายการต่างๆที่ผ่านมาไม่ดี น้ำเน่า ไร้สาระ มีผลให้อยากทำรายการที่ดี มีสาระ จะทำอย่างไร...ดึงดันกันขนาดนี้ ใครก็ต้านไม่อยู่
น่าสงสารคนไทยทั้งประเทศ อดีตพนักงานทีไอทีวี และผู้ผลิต การเปลี่ยนผ่านเป็นสื่อสาธารณะทีพีบีเอสครั้งนี้ ส่งผลกระทบแก่คนเป็นหมื่นคน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกลงโทษถึงขั้นประหาร น่าจะให้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อมปรับตัว ขณะที่ผู้บริโภคก็สูญเสียสถานีโทรทัศน์ดีๆไป 1 ช่อง
ไม่รู้ว่าจะรีบร้อนและเร่งรีบไปไหน ไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ นอกจากจะมีวาระซ่อนเร้น
ส่วนการเข้ามาแทรกแซงของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมถึงนักการเมืองนั้น ได้ยินหลายคนพูด แต่ก็ไม่อยากดูถูกล่วงหน้า นอกจากคอยดูกันไป
โดยกลไกเมื่อทีพีบีเอสเป็นของรัฐบาล โอกาสจะมีอิสระคงยาก และวันที่ 1 ก.พ. ที่กลุ่ม 5 อรหันต์ ประกาศว่า ทีวีสาธารณะจะเริ่มออกอากาศ จะได้เห็นว่าสิ่งที่เขามักจะพูดเสมอว่า ทำเพื่อประชาชนนั้นทำอย่างไร
ส่วนที่ว่า จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ สนใจจะทำรายการป้อนทีพีบีเอสหรือไม่นั้น คงต้องดูก่อน เพราะยังไม่รู้ทิศทาง ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน
แต่ขณะนี้ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วและเป็นวงกว้างมาก
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)
ผมเห็นด้วยกับทีวีสาธารณะ แต่วิธีดำเนินการต้องรอบคอบ ต้องใช้เวลาและกำหนดเป้าหมาย ชัดเจนว่า มีทีวีสาธารณะเพื่ออะไร และเปิดโอกาส ให้ทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
เพราะจะได้ข้อสรุปว่า ทีวีสาธารณะควรเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
วันนี้การเกิดทีวีสาธารณะเป็นแบบลุกลี้ลุกลน รีบเร่ง และไม่รอบคอบ เชื่อว่าสุดท้ายจะ ไม่เกิดขึ้นอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง ก็จะกลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆ และได้ทีวีช่อง 11/2 เสียดายเงินภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นจากเหล้า เบียร์ บุหรี่ ควรจะมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้
อีกทั้งยังก่อความเสียหายในวงกว้าง โดยเฉพาะการตกงานของหลายหมื่นคน หลายหมื่นครอบครัว ซึ่งอาจจะเป็นแสนครอบครัว ไม่ใช่เฉพาะพนักงานของทีไอทีวี แต่รวมถึงผู้ผลิต วงการโฆษณาที่เกี่ยวข้องและครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น
ผมไม่ได้พูดในฐานะกลุ่มคนที่ได้รับความเสียหายจากการมีทีวีสาธารณะ เพราะอาร์เอสไม่มีรายการอยู่ที่ทีไอทีวี และการหายไปของทีไอทีวี อาร์เอสก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่เป็นการพูดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และไม่มีเรื่องผลประโยชน์ใดๆ
ความเสียหายดังกล่าวรัฐบาลได้เข้ามาศึกษาบ้างไหม
โดยส่วนตัวแล้วเชื่อมั่นว่า การเกิดทีวีสาธารณะ มีหลากหลายวิธีที่ดีกว่านี้ และวิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะยังไม่มีใครได้มีส่วนร่วมกับการเกิดทีวีสาธารณะเลย แม้แต่ประชาชน การเกิดสื่อสาธารณะวันนี้ ขาดความรอบคอบ รอบรู้ ประกอบกับใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีในการตัดสินใจดำเนินการ ซึ่งสุดท้ายก็จะล้มเหลว
ไม่เห็นมีเหตุผลจำเป็นอะไรที่จะเอาโทรทัศน์ทีไอทีวี ที่ทำได้ดีอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยนเป็น ทีวีสาธารณะ
สำหรับเรื่องงบประมาณสนับสนุนปีละ 1,700-2,000 ล้านบาท อยากบอกว่าการผลิตรายการต่างๆ เงิน 1,000 ล้านบาท หรือ 2,000 ล้านบาท สามารถทำได้หมด แต่สุดท้ายหากทำไปไม่มีคนดูก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเหมือนกับช่อง 11 ที่ไม่มีคนดู และดูแลตัวเองไม่ได้
เพราะคนดูหรือผู้ชมรายการ คือ คำตอบสุดท้าย
นายประสาน อิงคนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด
ผมเห็นด้วยกับการมีสื่อสาธารณะ แต่ในเชิงปฏิบัติจริงผู้บริหารต้องเรียนรู้ ต้องมีความตั้งใจจริง ต้องมีวิสัยทัศน์ มีวิจารณญาณ มีเจตนาดี และต้องร่วมกันเอาใจช่วยให้เกิดขึ้น
เพราะหากมองในเชิงบวกและประสบความสำเร็จ ทีวีสาธารณะอาจเป็นกำลังสำคัญ ในการปฏิรูปสื่อ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสื่อ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายเล็กและรายกลาง เนื่องจากไม่ได้อยู่ในมือของนายทุนรายใหญ่
การเกิดทีวีสาธารณะต้องใช้เวลา และเร็วไปที่จะพิพากษาว่าอยู่รอดหรือไม่รอดใน 3-6 เดือน ต้องเปิดโอกาสให้ทำงานก่อน และมองระยะยาว แต่จะอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ผังรายการและเนื้อหา ต้องให้คนดูรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
รัฐต้องสร้างให้ประชาชนยอมรับจุดนี้ให้ได้ เชื่อว่าภายใน 1 ปี น่าจะเห็นความเป็นจริงของสื่อสาธารณะที่จะเกิดชัดขึ้น
สิ่งที่น่าจับตา คือ 1. คุณภาพของเนื้อหาสาระของสถานีว่าสามารถตอบโจทย์ และนำไปสู่การสร้างศรัทธา ความเชื่อถือ ความรู้สึกว่าเป็นสื่อทางเลือกได้แค่ไหน เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนดูพร้อมใจกันให้การสนับสนุน 2. หากมีการแทรกแซงทางการเมือง เชื่อว่าไปไม่ถึงดวงดาวแน่
นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า
การมีทีวีสาธารณะถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นทางเลือกและเป็นประโยชน์กับ ผู้ชมภายในประเทศ เนื่องจากเป็นช่องการศึกษา และ Edutainment Channel ที่เน้นเนื้อหาสาระ บันเทิง และความรู้จริงๆ แต่ทุกอย่างต้องโปร่งใส
ในฐานะอยู่ในเครือบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ และเป็นบริษัทที่ซื้อสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์เป็นจำนวนมาก โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ซื้อปีละ 300 ล้านบาท ทั้งเครือสหกรุ๊ป 600-700 ล้านบาท การที่เปลี่ยนเป็นทีวีสาธารณะ ไม่มีโฆษณานั้น ไม่กระทบกับบริษัท เพราะไปซื้อสื่อทีวีในช่องอื่นๆได้
ส่วนที่หลายคนเกรงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงความเร่งรีบในการเปลี่ยนผ่าน และความไม่พร้อมของคณะทำงาน อาจทำให้ทีวีสาธารณะไม่สามารถเกิดขึ้นได้นั้น โดยส่วนตัวแล้วมองว่า การทำอะไรก็ตามมักจะมีความลำบากและขลุกขลักในช่วงเริ่มต้น แต่เชื่อว่าหากทำให้เกิดทีวีสาธารณะได้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับคนไทยทุกคน เพราะงบประมาณก็มีแล้ว 1,700 ล้านบาท แต่อยู่ที่ฝ่ายบริหารจะสามารถคัดสรรคนทำงาน ที่ดีจริงได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับการเข้ามาแทรกแซงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมถึงนักการเมืองนั้น หากมองในแง่ดี คงไม่มีใครกล้าเข้ามาแทรกแซง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังจับตามอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนเยอะ หากมีใครเข้ามาแทรกแซงถูกโวยแน่นอน
นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์ ลีโอ และสิงห์ไลท์
การที่ภาครัฐปรับการจัดเก็บภาษีสุราและเบียร์ขึ้นอีก 1.5% เพื่อนำรายได้ไปใช้ใน การบริหารจัดการทีวีสาธารณะ ปีละ 1,700-2,000 ล้านบาท บริษัทกำลังหาข้อสรุปว่า ต้องแบกรับภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าโหลละ 3-5 บาท แล้วแต่ประเภทของเบียร์
แต่จะยังคงราคาจำหน่ายให้เอเย่นต์หรือตัวแทนจำหน่าย ไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.นี้ จากนั้นจะปรับราคาสินค้าใหม่ โดยปัจจุบันเบียร์สิงห์ตั้งราคาขายเอเย่นต์ 525 บาทต่อโหล และลีโอ 490 บาทต่อโหล
เรื่องทีวีสาธารณะ จะเกิดขึ้นได้จริงไหม ส่วนตัวแล้วมองว่าโดยเจตนาและกติกาต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นทางเลือกใหม่ ของผู้บริโภคคนไทย แต่อยากให้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้จริงๆ อย่าเบี่ยงเบนไปเป็นเรื่องอื่น
อย่างไรก็ตาม ไม่นึกว่าการเปลี่ยนผ่านจากสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็น ทีวีสาธารณะ จะรวดเร็วแบบนี้ ถือว่าผิดวิสัยธรรมชาติของคนไทย ที่น่าจะมีการอะลุ้มอล่วยกัน
ส่วนทีวีสาธารณะจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เชื่อว่ามาถึงขนาดนี้คงถอยกลับไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรไปก๊อบปี้ต่างชาติมากจนเกินไป
นายปรีชา เชาวโชติช่วง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับเบิ้ลพี มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่น จำกัด
โอกาสเกิดทีวีสาธารณะในประเทศไทยแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเกิดได้ก็ไม่ยั่งยืน เพราะความสามารถในการแข่งขันกับฟรีทีวีแตกต่างกัน ที่มีรูปแบบรายการที่ดีกว่าทีวีสาธารณะ
โอกาสที่จะมีผู้ชมทีวีสาธารณะก็จะน้อยหรือไม่มีเลย สุดท้ายก็ต้องปิดสถานี และไม่เชื่อว่าเงิน 1,700 ล้านบาท จะผลิตรายการที่ดีได้
ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าต้องการทำรายการที่มีสาระเพื่อให้ประชาชน มีทางเลือกนอกเหนือจากละคร หรือรายการเพื่อความบันเทิงนั้น ผู้ชมรายการทุกวันนี้ไม่ได้ถูกบังคับ แต่มีความคิดและ มีวิจารณญาณ ที่จะเลือกดูรายการด้วยตัวเอง
ยอมรับว่าความบันเทิงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เพราะมีความเครียดทุกวัน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และการทำงาน รายการโทรทัศน์ก็เป็นความบันเทิง ราคาถูกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
รัฐไม่ควรกำหนดว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ ควรปล่อยให้การผลิตรายการเป็นไปตามกลไก การแข่งขัน แล้วรัฐบาลค่อยเข้ามาควบคุมเนื้อหาให้มีความเหมาะสม
ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้มีระยะเวลาการทำงานเหลืออีกไม่นาน หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้ว ไม่เห็นด้วยกับทีวีสาธารณะก็อาจมีการรื้อทีวีสาธารณะก็เป็นได้ ส่งผลให้ทุกอย่างหวนกลับไปสู่จุดที่ต้องนับหนึ่งกันใหม่
ทางที่ดีควรปล่อยให้รัฐบาลใหม่เข้ามาจัดการจะดีกว่า.
|