|
เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
แม้ว่าทางการสหรัฐอเมริกาจะพยายามแก้ไขปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ(ซับไพรม์) ที่เริ่มปรากฏตัวมาตั้งแต่ครึ่งปีที่แล้วเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ลงอย่างแรงในรอบที่แล้ว หรือการประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีบุช เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินเข้าพยุงระบบเศรษฐกิจถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท แต่ดูเหมือนก้าวไม่ทันสถานการณ์ กับความรู้สึกของคนทั่วโลกที่วิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก้าวสู่ภาวะถดถอย
ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกตอบสนองในทางลบ จากการปรับตัวลดลงในทันทีที่เปิดทำการวันแรกของสัปดาห์นี้ และทรุดหนักทำลายสถิติกันในวันถัดมา คืออังคารที่ 22 มกราคม 2551 ไล่ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่เปิดทำการก่อน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นโตเกียวที่ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดรูดลง 752.89 จุด หรือ 5.65% สู่ระดับ 12,573.05 ทำสถิติทรุดหนักในวันเดียวนับแต่เกิดเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเมื่อปี 2544
ที่เซี่ยงไฮ้ตลาดหุ้นจีนก็ปิดตลาดโดยดัชนีดิ่งลง 7.22% ส่วนที่เกาหลีก็มีการเทขายอย่างหนักจนต้องประกาศระงับการซื้อขายเป็นเวลา 5 นาที ส่งผลต่อถึงหุ้นเซนเซกซ์ในตลาดนิวเดลีของอินเดีย ที่ทรุดถึง 12.48% หรือ 2,197.84 จุด ทำสถิติการปรับตัวลดลงมากสุดในหนึ่งวันในประวัติศาสตร์ของตลาด ท่ามกลางการค้าที่ผันผวนผู้บริหารตลาดต้องสั่งระงับการซื้อขาย 1 ชั่วโมง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินเดีย ต้องออกมาเรียกร้องให้นักลงทุนอินเดียอยู่ในความสงบ และปลุกปลอบให้เชื่อมั่นว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของอินเดียยังแข็งแกร่งพอที่จะรับความผันผวนได้
สำหรับตลาดหลักทรัพย์ไทยก็มีทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง และได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มเปิดทำการหลังปีใหม่ ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยลดต่ำลงจาก 842.97 ลงมาอยู่ที่ 748.54 ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะดิ่งลึกมากน้อยแค่ไหน โดยบางส่วนเชื่อว่าได้ลื่นไถลจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่เขตแดนของภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว โดยมีนักวิเคราะห์บางท่านขนานนามว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
การชะลอตัวหรือถึงขั้นถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย เพราะมีธนาคารพาณิชย์ไทยเพียงบางแห่งที่เข้าไปลงทุนในหุ้นซับไพรม์ของสหรัฐอเมริกา และถือเพียงไม่มากนัก แต่ผลกระทบต่อเนื่องนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกของสินค้าไทยเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาทางเศรษฐกิจย่อมสั่งซื้อสินค้าจากภายนอกลดน้อยลง ขณะเดียวกันก็ฉุดให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว โอกาสในการขยายตลาดส่งออกอาจลดน้อยลง แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในด้านหนึ่งก็อาจเป็นผลดีกับเรา เพราะความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการผลิตต่าง ๆ จะลดลง อาจทำให้ระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง และการตัดสินใจลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ของรัฐบาลก็จะมีผู้เข้าแข่งขันมากขึ้น
ในภาวะโลกผันผวนนี้มีทั้งส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรค ขณะเดียวกันก็มีโอกาสแฝงอยู่ อยู่ที่ว่าใครจะสามารถปรับตัวลดผลกระทบและสร้างโอกาสจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศ คือ จะตัดสินใจอะไรก็เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง โดยอยู่บนพื้นฐานที่ถูกหลักวิชาการและมีคุณธรรมแล้ว ย่อมสามารถตั้งรับความผันผวนและฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้แน่
|