เศรษฐกิจประเทศไทย

2008-Jan-29 - รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!

รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก! [28 ม.ค. 51 - 17:30]

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดจากฟองสบู่แตกในธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (ซับไพร์ม) ครั้งนี้ ดูเผินๆหลายคนอาจรู้สึกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะสามารถ สยบปัญหา ที่เกิดขึ้นไม่ให้บานปลายกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้

ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯมีขนาดใหญ่เกือบจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ความจำเป็นที่ต้องเร่งระดมสรรพกำลังทุกด้าน เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ปัญหาก่อตัว เป็นคลื่นยักษ์กระทบกับเศรษฐกิจในหลายประเทศ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องตระหนัก ขณะที่รัฐบาลในทุกประเทศต้องยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้วย

กระนั้นก็ตาม หลังจากที่มีความพยายามจะอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯหรือกว่า 33 ล้านล้านบาท เข้าไปอุดสภาพความเสียหายตลอด ช่วงเวลาที่รับรู้ปัญหาหรือนับตั้งแต่เดือน พ.ค. ปี 2550 เป็นต้นมาแต่นั่นก็ดูจะยังไม่เพียงพอ

เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดคิด เม็ดเงินที่อัดฉีด เข้าไปจึงมีสภาพที่เรียกว่า “ถมเท่าไหร่ ไม่รู้จักเต็ม”

ที่น่าตกใจไม่น้อยก็คือ การที่โลกได้รับรู้ถึงผลการขาดทุนอย่างมโหฬารของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ ที่อาจจะต้องตัดสินใจเลิกจ้าง พนักงานของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในสาขาต่างๆทั่วโลกมากกว่า 20,000 คน ในฐานะที่เป็นผู้ปล่อยกู้สินเชื่อซ้อนสินเชื่อ โดยวิธีการนำสินเชื่อนั้นเข้าสู่ระบบ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์(Securitization) อีกหลายทอด

ขณะที่สถานการณ์ดังกล่าว บ่งชี้ให้เห็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนอเมริกัน ที่เต็มไปด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อการใช้จ่าย ไม่ใช่เพื่อการผลิต

จึงเป็นที่คาดการณ์กันต่อว่า ไม่นานหลังจากที่สินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือคุณภาพต่ำ เหล่านี้ต้องกลายเป็นหนี้สูญหรือหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ สิ่งที่จะตามมา ให้เห็นในลำดับต่อไปก็คือสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ก็จะไม่สามารถชำระหนี้ ได้ด้วยเช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถที่จะตามมาในลำดับต่อไป

ความเสียหายข้างต้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และสั่นคลอนเสถียรภาพ การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ในดัชนีหุ้นสหรัฐฯ แต่ยังลามเลีถึงตลาดหุ้นในยุโรปและเอเชียที่ต่างก็ร่วงลงอย่างรุนแรงด้วย เพราะไม่เพียงแต่กองทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคาร และสถาบันการเงิน จะเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก เพื่อนำเงินที่ได้ไปชดเชยผลการขาดทุนในสินเชื่อซับไพร์มเท่านั้น

แต่หลายกองทุนในตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย ยังต้องระดมเม็ดเงินเท่าที่จะหาได้จากสินค้าคอมมอดิต ี้เหล่านี้เพื่อนำไปพยุงฐานะของกิจการที่เป็นตัวจักรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ให้ต้องลากเอาระบบเศรษฐกิจของประเทศตนกระเทือนไปด้วย3

สำหรับประเทศไทย หลายคนอาจจดจ่ออยู่กับมาตรการกอบกู้วิกฤติ ซับไพร์มของรัฐบาลสหรัฐฯ และคาดหวังว่า หลังพายุลูกนี้พัดผ่านไป จะมีเงินทุนจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้ามาประเทศไทย

แต่จะเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือไม่ และด้วยเหตุผลกลใด ทีมเศรษฐกิจ อยากให้ข้อมูลต่อจากนี้เข้ามาเป็นตัวช่วยมากขึ้น

คนไทยรู้จักคำว่า “ซับไพร์ม” ครั้งแรก ช่วงเดือน ส.ค. 2550 ที่ผ่านมา จากการแตกของฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าของสินเชื่อคุณภาพรอง หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพ ที่มีบ้านเป็นหลักประกัน หรือซับไพร์มมอร์เกจ (Sub prime Mortgage) ลดลงอย่างรุนแรงกว่า 20%

กระทบต่อเนื่องสร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินที่ลงทุนในสินเชื่อดังกล่าว และส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นกระจายไปในตลาดหุ้นทั่วโลก

ความเสียหายที่ดูเหมือนมากที่สุดจากฟองสบู่ซับไพร์มในช่วงนั้น ลุกลามจาก ความเสียหาย แบร์สเติร์น วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯมาส ู่การขาดสภาพคล่อง อย่างรุนแรง ของนอร์ธเทิร์นร็อคธนาคารเพื่อสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ในอังกฤษซึ่งขาดทุน จำนวนมากในสินเชื่อซับไพร์มจนกระทั่งต้องขายกิจการให้กลุ่มเวอร์จิ้น สิ้นชื่อ“นอร์ธเทิร์นร็อค”ที่ใช้มากว่าศตวรรษ

ในขณะนั้น นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกยังไม่มีใครคาดคิด หรือตระหนักว่า “ซับไพร์ม” จะกลายเป็นชนวนของการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ที่กำลังจะถล่มซ้ำเศรษฐกิจทั่วโลก

ความหวั่นวิตกถึงความถดถอยของสหรัฐฯจากปัญหาซับไพร์มลุกลาม เริ่มจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลให้ความมั่งคั่ง และกำลังซื้อของสหรัฐฯลดลงต่อเนื่องขณะที่ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจชะลอตัว

แต่วิกฤตการณ์การเทขายหุ้น และเทขายสินทรัพย์ จนตลาดหุ้น และราคาสินทรัพย์ทั่วทั้งโลกตกลงอย่างรุนแรง เกิดขึ้นหลังจาก การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 และพบว่า สถาบันการเงินชั้นนำทั่วทั้งโลก ต่างประสบผลขาดทุนอย่างรุนแรงจากซับไพร์ม จำเป็นต้องหาเม็ดเงินจำนวนมากมาโปะผลขาดทุนที่เกิดขึ้น และหลายแห่งจำเป็น ต้องดิ้นรนหาทุนใหม่ เพื่อความอยู่รอด

ความน่ากลัวของวิกฤติ “ซับไพร์ม” ที่แท้จริง กลับมาเขย่าขวัญนักลงทุนอีกครั้ง หลังจาก การประกาศผลประกอบการที่สั่นสะเทือนวงการของ ซิตี๊กรุ๊ป สถาบันการเงินอันดับ 1 ของสหรัฐฯและโลกว่า ขาดทุนจากซับไพร์มสูงถึง 18,100 ล้านเหรียญ หรือ 597,300 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ส่งผลให้ “ชาร์ล ปริ๊นซ์” ขอลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ 5 วัน หลังจาก เมอร์ริล ลินซ์ สถาบันการเงินขนาดใหญ่อีกแห่ง สั่งปลดซีอีโอของตัวเอง เพื่อสังเวยผลขาดทุนจากการลงทุนในซับไพร์ม 8,400 ล้านเหรียญ หรือ 277,200 ล้านบาท

ไตรมาสเดียวกัน มอร์แกน สแตนเลย์ แสดงผลขาดทุนจากวิกฤติซับไพร์ม 9,400 ล้านเหรียญ หรือ 310,200 ล้านบาท และกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยการเจรจากับ ไชน่าอินเวสเม้นท์ คอร์ป ของจีน เพื่อให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ขณะที่ธนาคารบิ๊กเนมอย่าง แบงก์ ออฟ อเมริกา แทงหนี้สูญ และกอบกู้ธุรกิจจากกรณีเดียวกัน 3,900 ล้านเหรียญฯ หรือ 128,700 ล้านบาท

โกลด์แมน แซค ต้องอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 66,000 ล้านบาท เพื่อช่วย 2 กองทุนเก็งกำไร (เฮดจ์ฟันด์) ในเครือที่มูลค่าทรุดต่ำลง 28% จากการลงทุนสินเชื่อซับไพร์ม เช่นเดียวกับ เจพี มอร์แกน เชส แอนด์โค ซึ่งต้องแทงหนี้สูญที่เกี่ยวข้องกับตราสาร หนี้ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันหรือซีดีโอ ประมาณ 3,400 ล้านเหรียญฯ หรือ 112,200 ล้านบาท

สถาบันการเงินนอกสหรัฐฯก็อ่วมจากการลงทุนในซับไพร์มรุนแรงไม่ใช่น้อย โดยฝั่ง ยุโรป บาร์เคลย์ ธนาคารอันดับที่ 3 ของอังกฤษ ยอมรับว่าได้ตัดหนี้สูญ 2,700 ล้านเหรียญ หรือ 89,100 ล้านบาท จากซับไพร์ม ขณะที่ คอมเมิร์ชแบงก์ เยอรมนี ขาดทุนสูง 5,000 ล้านเหรียญ หรือ 165,000 ล้านบาท ส่วน กลุ่มยูบีเอส ขาดทุน 7,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 231,000 ล้านบาท ด้านธนาคารอันดับ 1 ของฝรั่งเศส พาริบาส์ ขาดทุนเบื้องต้น จากสินเชื่อซับไพร์ม 439 ล้านเหรียญฯ หรือ 14,487 ล้านบาท

โลกตะวันออกอย่างเอเชีย ก็ได้รับผลจากวิกฤติซับไพร์มไม่น้อยเช่นกัน เริ่มจากสถาบัน การเงินที่โด่งดังของญี่ปุ่น มิซุโอ ไฟแนนเชียล ขาดทุนในครึ่งแรกของปี 2550 มากถึง 70,000 ล้านเยน ขณะที่ ธนาคารชินเซอิ ซึ่งมีกำไรสุทธิลดลง 40.3% มีผลขาดทุน จากซับไพร์มแล้ว 30 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะขาดทุนในอนาคตอีกมาก โดยเป็นธนาคาร ญี่ปุ่นธนาคารแรก ที่กำลังเจรจาขายกิจการให้นักลงทุนต่างชาติ เอชเอสบีซี ของฮ่องกง เสียหายจากวิกฤติครั้งนี้ 3,400 ล้านเหรียญฯ หรือ 112,200 ล้านบาท ขณะที่ แบงก์ ออฟ ไชน่า แบงก์เบอร์ 1 ของจีน โชว์ผลขาดทุน 1,160 ล้านเหรียญ หรือ 38,280 ล้านบาท และคาดกันว่า ธนาคารขนาดใหญ่ ของจีนอีก 5 แห่ง ล้วนมีผลขาดทุนในสินเชื่อซับไพร์มเช่นกัน

ความเสียหายนี้ ยังไม่นับผลขาดทุนของกองทุนเก็งกำไร (เฮดจ์ฟันด์) บริษัทปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริษัทรับประกันสินเชื่อ โดยเมอร์ริล ลินซ์ คาดว่า ความเสียหายจากซับไพร์มทั้งหมดจะไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านล้านเหรียญ หรือ 72.6 ล้านล้านบาท

ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกได้ร่วมมือกันอัดฉีดสภาพคล่อง เข้าไปในระบบการเงินของโลกแล้วไม่ต่ำกว่า 834,000 ล้านเหรียญ หรือ 27.5 ล้านล้านบาท รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉินของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรับมือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มูลค่า 150,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 4.95 ล้านล้านบาท

ตั้งแต่ต้นปี 2551 ความพินาศย่อยยับลามไปถึงตลาดหุ้นทั่วโลก จากความหวั่นวิตกจากความเสียหายที่ตามมาจากปัญหาซับไพร์ม ส่งผลให้เกิดมหกรรมขายทิ้งหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป เพื่อโยกเงินไปอุดความเสียหายที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดเงินทุนไหลออก จากตลาดหุ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นทั่วโลกทุกตลาดปรับตัวดิ่งลงอย่างหนักและต่อเนื่องแทบทุกวัน ทั้งที่ปีนี้ตลาดเพิ่งเปิดทำการเพียง 20 กว่าวัน แต่ดัชนีหุ้น ของตลาดทั่วโลก ได้ดิ่งลงมาทำสถิติต่ำสุดใหม่ (นิวโลว์) ในรอบหลายปี

ตลาดหุ้นออสเตรเลียนิวโลว์รุนแรงมากที่สุดในรอบ 18 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงแรงสุดในรอบ 10 ปี ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นโตเกียว ตลาดหุ้นฮ่องกง ตลาดหุ้นอินเดีย รุนแรงถึงขั้นมีการปรับตัว ลงภายในวันเดียว เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรมสหรัฐฯ 11 กันยาฯ 2544 เป็นต้นมา ส่วนตลาดหุ้นยุโรปดิ่งลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 5 ปี

แม้หลายตลาดจะเริ่มกระเตื้องขึ้นได้บ้างในระยะสั้น หลังจากสหรัฐฯปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.75% เพิ่มเติมจากที่ลดไปแล้วในการประชุมครั้งก่อนหน้า 0.5% และมีการคาดหมายกันว่า ภายในปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯจะลดได้อีก 1% เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ พร้อมกับการออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ แต่ในภาพรวมแล้วหากมองย้อนตั้งแต่ต้นปี ถือว่าตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ย่อยยับอย่างหนัก

นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รวมทั้ง “จอร์จ โซรอส” พ่อมดการเงินของโลก ยอมรับตรงกันว่า วิกฤติการเงินที่สหรัฐฯและ โลกของเรากำลังประสบนี้เป็น...“วิกฤติการเงินที่รุนแรงที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีความเสี่ยง ที่วิกฤติในสหรัฐฯ และสร้างผลกระทบ ให้เศรษฐกิจแทบทุกประเทศทั่วโลกล้มตามเป็นโดมิโน”

โดยผลกระทบจากวิกฤติซับไพร์มจะทยอยชัดเจนขึ้นตลอดทั้งปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ซึ่งจะส่งผลกระทบซ้ำเติมตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยให้รูดลงตลอดทั้งปี

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ เป็นไปได้ที่ความอ่อนแอของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ และวิกฤติหนี้สินด้อยคุณภาพที่เริ่มขยายวงจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ไปยังสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันและสินเชื่อที่มีบัตรเครดิตเป็นหลักประกัน ส่งผลให้ความเสียหายของระบบสถาบันการเงินทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่ความเสียหายจะลุกลามเป็น“วิกฤติสถาบันการเงินข้ามชาติ”

ในขณะเดียวกัน มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะการขาดแคลนสินเชื่อ และสภาพคล่องทั่วทั้งโลก(CreditCrunch)จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ของระบบสถาบันการเงินซึ่งจะซ้ำเติมกำลังซื้อ ของโลกที่กำลังลดลง และอาจจะทำให้ ภาวะถดถอยมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกสาหัสสากรรจ์มากขึ้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวได้อย่างไร และภายในกี่ปี

นักลงทุนและเม็ดเงิน ลงทุนทั่วโลกจึงอยู่ในภาวะระส่ำ!!

สำหรับประเทศไทย วิกฤติซับไพร์มได้ส่งผลกระทบข้ามโลก สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดเงิน และตลาดหุ้น รวมทั้งความมั่นใจของนักลงทุนไทยอย่างรุนแรงไม่แพ้ที่อื่น

ตลาดหุ้นไทย นับจากต้นปีปรับตัวลงไปกว่า 100 จุด หรือ 11% โดยทรุดตัวลงต่ำสุดถึง 13% ส่งผลให้ความมั่งคั่งของตลาดหุ้นไทย ที่ประเมินจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หดหายไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ภายในพริบตาเดียวไม่ถึง 20 วัน!!

ส่วนสถาบันการเงินไทย 4 แห่งที่เข้าไปลงทุนในซีดีโอ และซับไพร์มรวม 695 ล้านเหรียญฯ หรือ 22,935 ล้านบาท มูลค่าของซีดีโอที่ลงทุน ปรับลดลง 20% ทำให้ต้องบันทึกเป็นผลขาดทุน และตั้งสำรองเพิ่ม โดยธนาคารกรุงไทยกันสำรองเพิ่ม 3,000 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขาดทุน 589 ล้านบาท ส่วนธนาคารกรุงเทพ ขาดทุน 384 ล้านบาท ขณะที่ไทยธนาคาร แสดงผลขาดทุนจำนวน 6,724 ล้านบาท

ขณะที่ภาคการส่งออกของไทยมีความเห็นว่า ปัญหาซับไพร์ม ของสหรัฐฯจะทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วน 15-17%ของการส่งออก รวมลดลงส่งผลต่อเนื่องให้การส่งออกไทย ในภาพรวมลดลงตามไปด้วยจำเป็นท ี่จะต้องมองหาตลาดส่งออกใหม่ๆที่จะสามารถทดแทนการส่งออกที่ถดถอยในตลาดสหรัฐฯ

ส่วนความคาดหวังของที่ว่าอานิสงส์ของตลาดเงินตลาดทุนโลก จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลบ่ากลับมายังภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ภายหลังจากที่ไทยเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คงเป็นไปได้ยาก

เพราะเงินทุนจำนวนมากจากมหาอำนาจใหม่ อย่างจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง ในส่วนที่ไม่รังเกียจสหรัฐฯ จะไหลเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่ราคาตกต่ำลงกว่า 70% รวมทั้งเทกโอเวอร์ซื้อกิจการ สถาบันการเงินของสหรัฐฯ รวมทั้งบริษัท ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องในภาคอื่นๆ และยังมีเงินทุนอีกส่วนหนึ่ง ที่ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศเกิดใหม่ กลับเข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีความเสี่ยงต่ำแทน

หนทางในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของไทยนับจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับการพึ่งตนเอง และการยืนอยู่บนขาตัวเองเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการฝากภารกิจ และความหวัง อันยิ่งใหญ่ไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ ที่นอกจาก จะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน เรียกคืนความเชื่อมั่น และการลงทุนใหม่ ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง นับจากการปฏิวัติเมื่อปลายปี 2549 แล้ว

ยังต้องออกแรงกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเป็น 2 เท่า จากการซัดกระหน่ำ ของปัญหารอบด้านที่กระทบเข้ามา และวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้น

ยิ่งเมื่อสถานการณ์ในตลาดเงินตลาดทุนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของตลาดโลกไม่ได้เป็นไปดั่งที่ทุกฝ่ายคาดหวังการเลือกเฟ้น รัฐมนตรีที่จะเข้ามากำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหัวหน้าทีมที่จะนำพา ความเชื่อมั่นกลับมาจึงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่บอบช้ำ และล่อแหลมต่อการถดถอยให้กลับมามีประสิทธิภาพ และความแข็งแกร่งอีกครั้ง

ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ และการรักษาเสถียรภาพตลาดเงินตลาดทุนจะต้องชัดเจน มีความคงเส้นคงวาและเปิดโอกาสให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างเสรีพร้อมๆกับยึดหลักการของการกระตุ้นการใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้กับประเทศและประชาชน เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ได้รับการคลี่คลายลงในระดับที่พ้นจากปากเหว.

 

ทีมเศรษฐกิจ

ที่มา นสพ.ไทยรัฐ  วันที่ 28 มกราคม 2551


<- Last Page • Next Page ->

About Me

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะไปทางไหน ใครตอบได้ แนวคิด weblog นี้ เพื่อจะรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ และร่วมกันแสดงความเห็นทั่วไปในทางเศรษฐศาสตร์

Blog Statistics
(total loads/total visitors/today visitors)

Internet Providers Home Security

Recent Posts

• ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2
• เชื่อฤกษ์เชื่อดาว ทางพุทธคือคนโง่
• ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ
• เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ชงประชานิยมสูตรพิเศษดันจีดีพีโต 6%
• รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!
• 'ธาริษา' ยอมลดดอกเบี้ยกระตุ้น
• เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
• ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยแสนล. + โดมิโนเศรษฐกิจเริ่มแล้ว /ไวรัสซับไพรม์ลามโลก / จอร์จ โซโรส ชี้สุดเลวร้าย
• ปฎิบัติการจัดตั้งทีวีสาธารณะ 'คร่า' จริยธรรมสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น
• วีรบุรุษหลงสนาม จาก ทีมข่าวเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
• ศาลฯ สั่งไม่เพิกถอนหุ้น ปตท.จากตลาด ส่วนที่ดิน-ท่อกาซ-ท่อน้ำมัน โอนคืนแผ่นดิน
• เสียดายเวลา
• ความเห็นสะท้อน จาก คอลัมน์ ศักดินาเพื่อนนายกฯ
• การ์ตูน...เกี่ยวกับความดี...ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน
• เอาประชานิยม…แต่ต้องเพิ่มภาษี
• ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง
• ปู่ห้าว" จวกนโยบายราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย เพ้อเจ้อ!
• นโยบายสำหรับเศรษฐกิจไทย : เพิ่ม “การผลิต” ไม่ใช่เพียง เพิ่ม “เงิน” ง่ายๆ
• ค่าครองชีพพุ่ง เหลียวหลังแลหน้า ประชาชนจะพึ่งใคร
• ชำแหละไส้ใน “พ.ร.บ.เงินตรา” ธปท. ซ่อนเงื่อนใช้เงิน “คลังหลวง” ล้างขาดทุน
• 1 ปี เศรษฐกิจไทยกับรัฐประหาร ประเทศชาติได้อะไร?
• บินไทยกระอักเซ่นนโยบายรัฐ
• หนี้เน่ากระฉูด4แสนล.
• หนี้เน่าไตรมาส 2 เพิ่ม 9.7 หมื่นล. ภาคอุตสาหกรรมแบกหนักสุด
• แฉความจริงเศรษฐกิจไทย เตือน "ขิงแก่" เร่งเยียวยาก่อนพังพาบ
• อายเวียดนาม
• เอกชนสุดทนผลงาน “โฆสิต” ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมทรุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
• "ความรู้" ที่ท่านอาจจะ "ยังไม่รู้"
• ความเชื่อ - แนวคิด - เศรษฐกิจ - การพัฒนาชาติ
• ปชป.ทันสมัย ขาย นาฬิกาจตุคาม ????
• จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ ...?
• ว.วชิรเมธี : จตุคามรามเทพ
• 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
• ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย
• ส่งออกพังพาบจ่อเลิกกิจการ สัญญาณร้ายชำระหนี้ มีปัญหา
• สิ่งทอระบุปิดรง.แล้ว 200 แห่ง
• ปฏิบัติการบริหารรถไฟฟ้า ถึงเวลารัฐบาลเปิดเกมรุกรวบอำนาจ
• เตือนรัฐอย่าฝืนบิดเบือนตลาด
• พิษบาทแข็งดันนำเข้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• รถ TATA ในอนาคต 2
• รถ TATA ในอนาคต
• นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman
• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 , 9 , 10
• รายชื่อรัฐวิสาหกิจ
• รายชื่อกระทรวงของประเทศไทย
• บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
• สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ
• ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
• จำนวนสถาบันการเงินและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
• อัดฉีดอีโคคาร์แต่วางเงื่อนไขสุดหิน
• จี้เลิกดั้นเมฆดีเซลรางลอยฟ้า สป.ชี้มีแต่สูญ มหาศาลด้านรัฐยังหวังอ้อนเจบิค
• มาลงทุนในตัวเองกันเถอะ
• สหพัฒน์” กุมขมับ คาดรายได้ทั้งเครือหาย 6.5 พันล้าน
• รถไฟฟ้ายิ่งทำยิ่งมั่ว
• ดัชนี “ด้อยพัฒนา” คอลัมน์ เหะหะพาที
• เหล็กซิลิคอนขู่ย้ายฐานลงทุน
• ห่วงคนจนรายได้ต่ำรสนิยมสูง ถลุงเงินกินเหล้า 3.8 หมื่นล้าน
• 'การเมือง' ฉุดยอดขายสินค้าวูบ 'อำพน' เผยคน ไทยไม่มีกะใจเดินจับจ่ายใช้สอย
• “สุวรรณภูมิ” กับวาระซ่อนเร้น กว่าถั่วจะสุก...งา (ทอท.) ก็ไหม้เสียก่อน
• ปลอบประโลมคนใช้รถ ปตท.ลดราคาน้ำมัน40สต.
• อสังหาริมทรัพย์ซึมยาว
• ไร้เดียงสา บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
• รวมการ์ตูน จากนสพ.ไทยรัฐ
• การ์ตูนจากไทยรัฐ 28-5-50
• การ์ตูนจาก ไทยรัฐ 29-5-50
• ธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ซึมยาว ระเบิดซ้ำซากฉุด ดัชนีอุตสาหกรรมทรุดหนัก
• การเมืองป่วนการบริโภคซบฉุดเศรษฐกิจดิ่ง หนุน นักธุรกิจไทยโกยเงินนอก
• เจบิกชะลอปล่อยกู้รถไฟสายสีม่วง
• องค์จตุคามฯมาทันเวลา คอลัมน์ สามัญสำนึก
• รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"
• สุวรรณภูมิจ่อชวดฮับ"คาเธ่ย์"ย้ายซบสิงคโปร์
• ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี
• คลิก! กลยุทธ์กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• หวั่น “ยุบพรรค” ทำเศรษฐกิจช็อก สอท.ผวาบานปลาย ดับไม่ได้กู่ไม่กลับแน่
• พลังงานยันเอาอยู่ปัญหาราคาน้ำมัน
• ฟ้องศาลน้ำมันแพง ใครกำไรใครขาดทุน
• เมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นรถดีเซลราง
• พรุ่งนี้มีคำตอบ
• น้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจฟื้นจำกัด รอรัฐบาลหน้า-ประชาชนระทม
• คนไทยหนี้นอกระบบท่วมหัว เศรษฐกิจบักโกรกรายได้ไม่พอใช้ต้องกู้ซื้อสินค้ายังชีพ
• ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป
• บริษัทใหม่วูบ 20.76% - รับเหมาเจ๊ง
• พิษเศรษฐกิจคนไทยเงินขาดมือ
• รายได้ขาดมือเหตุก่อหนี้เพิ่ม หอการค้าไม่เครียด ให้คะแนนผลงานขิงแก่ 7:10
• คลังเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี51 ชงขุนคลังเคาะ 4.5-5หมื่นล้าน งบลงทุนถูกโยกเป็นงบลับทหาร
• ระวังบ้านเมืองพัง ทรงเตือน คลี่วิกฤติยุบพรรค [25 พ.ค. 50 - 02:47]
• ฐานะการคลังส่อวิกฤต ยอมรับ 7 เดือนแรกปีงบ 50 ขาดดุลเงินสดกว่า 2.17 แสนล้านบาท
• เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอต่อการบริหารประเทศ จริงหรือ?

Friends