เศรษฐกิจประเทศไทย

2008-Mar-1 - ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ

 

ยกเลิกมาตรการกันสำรอง30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ

         

          กระแสข่าวปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นตลอดช่วง 2 วันติดต่อกัน ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 27 ก.พ. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรไว้ที่ระดับ 3.25% โดยกระแสข่าวระบุว่า การตัดสินใจ คงดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ ในขณะที่ ธปท.ยังคงมีท่าทีวางเฉยต่อคำสั่งของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ให้หามาตรการรองรับผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นเมื่อมีการยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้าระยะสั้น 30% ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ นพ.สุรพงษ์นั้น

 

          ได้ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.หวาดผวาถึงขั้นต้องเปิดแถลงข่าวด่วน วานนี้ (29 ก.พ.) เพื่อ กลับลำยกเลิกมาตรการนี้ทันทีในวันจันทร์ที่ 3 มี.ค. โดยการยกเลิกมาตรการดังกล่าว จะยกเลิกทั้งการกันสำรอง 30% จากเงินทุนนำเข้าระยะสั้นไม่ถึง 1 ปี และยกเลิกการป้องกันความเสี่ยง 100% (Fully Hedge) ขณะเดียวกันก็จะมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยได้อนุมัติเพิ่มวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของกองทุน และเอกชนไทยผ่านคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) จาก 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเป็น 30,000 ล้านเหรียญต่อปี

             

              นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.พร้อมด้วยนายบัณฑิต นิจถาวร และนางอัจนา ไวความดีรองผู้ว่าการ ธปท.ยังคงยืนกรานว่าหลังประกาศใช้มาตรการนี้มาตั้งวันที่ 18 ธ.ค. 2549 ธปท.ได้ช่วยให้ชะลอแรงกดดันจากการเก็งกำไรค่าเงินบาท และทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยด้านต่างๆที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรอบคอบ   ก็เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในช่วงนี้ 

             

               อย่างไรก็ตาม การยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% โดยไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก่อนหน้าทั้งที่เป็นโอกาสดีที่ กนง.จะทำได้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนอย่างมากว่า โดยนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ ให้ความเห็นว่าการยกเลิกมาตรการนี้โดยที่ยังคงดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยในตลาดสหรัฐฯจะยิ่งเป็นอันตราย เพราะเงินบาทจะยิ่งแข็งค่าขึ้น

            

               นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการนี้เป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นแน่นอน เชื่อว่าเปิดตลาดสัปดาห์หน้า ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นได้ โดยในช่วงวันหยุด นักลงทุนต่างชาติที่เพิ่งรู้ข่าวน่าจะนำข้อมูลที่เกิดขึ้นไปวิเคราะห์ เพื่อกำหนดกลยุทธ์การกลับเข้ามาลงทุน กระนั้นก็ตาม ก่อนหน้านี้ ธปท.น่าจะลดดอกเบี้ยลงในการประชุม กนง.ล่าสุด เพื่อปูทางสู่การยกเลิกมาตรการนี้ แต่ก็กลับไม่ทำ “ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ ธปท.นำมาตรการนี้ออกมาใช้ ถือว่าไม่ได้ผล เพราะ เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้น และยังแข็งค่าในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีมาตรการสกัดกั้นเงินทุน ทั้งสิงคโปร์, มาเลเซีย และอินเดีย แถมยังต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่อแทรกแซงค่าเงินบาท” 

               

                สำหรับค่าเงินบาทวันเดียวกันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31.57-32.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นหลักทรัพย์ช่วงเช้า ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบ ก่อนจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงบ่าย หลังมีกระแสข่าวสะพัด ธปท.จะประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ส่งผลให้ดัชนีดีดกลับขึ้นมาในแดนบวก และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของวัน ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญที่ระดับ 850.18 จุด บวก 8.06 จุด ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรออกมา ส่งผลให้ดัชนีมาปิดตลาดที่ 845.76 จุด บวก 3.64 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 24,573 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อสุทธิ 39 ล้านบาท 

 

                ส่วน นพ.สุรพงษ์ กล่าวหลัง ธปท.ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ว่า จะไม่มีการปลดผู้ว่าการ ธปท.แต่อย่างใด เพราะการหารือระหว่างคลัง-ธปท.เป็นไปด้วยดีมาตลอด โดย เฉพาะเมื่อได้ตกลงกันตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.แล้วว่า จะยกเลิกมาตรการดังกล่าว พร้อมเชื่อว่าการยกเลิกมาตรการนี้จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงการคลังจะเร่งแปลงหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินบาท 3,000 ล้านเหรียญ หรือ 100,000 ล้านบาท พร้อมชะลอการกู้เงินต่างประเทศออกไป โดยเน้นการระดมทุนในประเทศ เพิ่มวงเงินออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้ประชาชนวงเงิน 12,000 ล้านบาท รวมถึงออกพันธบัตรระยะยาว 30 ปี เพื่อสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ ในปีงบประมาณ 51 จำนวน 5,000 ล้านบาท. 

 

 

ที่มา ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม 2551

 

 ย้อนข่าวเกี่ยวข้อง

'ษา' ยอมจำนน! ยกเลิก 30% [12 ก.พ. 51 - 03:59]

 

           นายสมชัย สัจจพงษ์ โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (12 ก.พ.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะเรียกผู้บริหารระดับสูงของ 4 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ซึ่งถือเป็นการประชุมวอร์รูมนัดแรกและมีความมั่นใจว่า รมว.คลังจะหารือกับ ธปท.เกี่ยวกับมาตรการ 30% แน่นอน แต่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหรือไม่ต้องรอผลการหารือก่อน 

 

            อย่างไรก็ดี เห็นว่ามาตรการ 30% ควรจะ ยกเลิก เพราะเหตุผลมาตรการนี้เกิดจากความ ต้องการของ ธปท.ที่จะป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท แต่แท้ที่จริงแล้วเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพราะไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจึงทำให้ทุนรองสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องคงมาตรการนี้ไว้ต่อไป แต่เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทระยะแรกจึงแนะนำให้ทำแบบขั้นบันได เริ่มจากลดอัตราดอกเบี้ยลงมาก่อนเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยไทยต่ำกว่าของสหรัฐฯ และเน้นการบริหารการจัดการแบบบูรณาการ

 

            ด้าน นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่มี การแทรกแซงการทำงานของ ธปท.แน่นอน เพราะ ธปท.เป็นคนตัดสินใจหากยังไม่ถึงเวลาก็ไม่พูด ส่วนกรณีที่ ธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ก็ต้องมีการหารือร่วมกัน 

 

ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจสูง

 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ธปท. ว่า ในการประชุมวันนี้ ผู้บริหาร ธปท.ได้เตรียมข้อมูลชี้แจง โดยยอมรับว่า การใช้มาตรการสำรอง 30% ที่ผ่านมา ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจจริง เพราะเป็นมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน จึงมีผลทางจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่น และบรรยากาศในการลงทุน นอกจากนั้น ยังมีผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุน ในระยะสั้น และส่งผลให้เกิดตลาดซื้อขายเงินบาท 2 ตลาด และอัตราแลกเปลี่ยน 2 อัตรา คือ ตลาดต่างประเทศ (offshore) และตลาดในประเทศ (onshore) และมาตรการจะมีผลลดลงเมื่อเวลาผ่านไป จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการชั่วคราว และพร้อมยกเลิกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

 

โดย ธปท.เห็นว่า จะต้องรอให้อุปสงค์ของประเทศฟื้นตัวเพียงพอ รวมทั้งภาคการเงิน และภาคการส่งออกสามารถที่จะปรับตัวรองรับความผัน ผวนของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนฯได้ในระดับที่ดี ขณะที่จะต้องพิจารณาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงต่อไป 

 

ดังนั้น การยกเลิกมาตรการสำรอง 30% ใน ขณะนี้ จะมีผลกดดันต่อค่าเงินบาทมากเกินไป เนื่องจากขณะนี้มีเงินทุนที่กันสำรอง 30% และ ทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง 100% ประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  นอกจากนั้น สถานการณ์ ต่างๆยังเป็นแรงกดดันให้เกิดความผันผวนของค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาซับไพรม์ การถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเป็นแรงกดดันต่อแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนค่าต่อเนื่อง ส่งผลต่อการไหลเข้าอย่างรุนแรงของเงินตราต่างประเทศ และยังกระทบถึงภาคการส่งออกของประเทศไทย  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ แม้ว่าจะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง รวมทั้ง ยังไม่เห็นการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในประเทศที่ชัดเจนเพียงพอที่จะรองรับ และสร้างความสมดุลให้กับเงินไหลเข้า ขณะการไหลออกของเงินทุน และการลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าจะมีเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เกิดความสมดุล และที่ผ่านมาการผ่อน คลายมาตรการทั้ง 3 ครั้ง ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจได้ในระดับที่ดี 

 

มั่นใจสกัดเงินบาทแข็งค่า

 

ผู้บริหาร ธปท.ยังชี้แจงด้วยว่า การใช้มาตร-การสำรอง 30% ได้ช่วยให้ค่าเงินบาทในปี 50 ที่ ผ่านมาไม่แข็งค่าขึ้นมาก จากเดิมที่คาดว่าหากไม่ใช้มาตรการสำรอง 30% ค่าเงินบาทในขณะนี้จะอยู่ที่ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว จากเงินทุนที่จะไหลเข้ามากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯตลอดทั้งปีที่ผ่านมา แต่ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 50 แข็งค่าขึ้นเพียง 7% เทียบกับปี 49 ที่แข็ง ขึ้นกว่า 16.6% จากเงินทุนไหลเข้าที่ชะลอตัวลง และสกัดเงินทุนที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไรค่า เงินบาท นอกจากนี้ ยังเป็นการซื้อเวลาให้ผู้ประกอบการส่งออกปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้วย  

 

นอกจากนั้น หากพิจารณาค่าเงินบาทต่อเนื่อง 2 ปี เทียบจากสิ้นปี 50 กับต้นปี 48 การ ใช้มาตรการสำรอง 30% ได้ช่วยให้ค่าเงินบาทที่แข็งโดดขึ้นจากภูมิภาค โดยขณะนี้สกุลเงินของ ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยเริ่มแข็งค่าขึ้นมาใกล้เคียงกับไทย โดยบาทแข็งค่าขึ้น 3.2% น้อยกว่าค่าเงินมาเลเซีย ที่แข็งค่าขึ้น 5.6% และค่าเงินสิงคโปร์ที่แข็งค่า 5.7% แต่แข็งกว่า หยวนของจีน และวอนเกาหลีใต้ ที่แข็ง เพียง 1-2%

 

อย่างไรก็ตาม ได้ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศดีขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในไตรมาสที่ 4 ของปี 50 ที่ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 50 แข็งขึ้นเพียง 0.3%  และหากพิจารณาดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) ไตรมาสที่ 4 ค่าเงินบาทกลับอ่อนค่าลง 2.5% 

 

“เชื่อว่าจากการชี้แจง รมว.คลังจะเข้าใจ หากเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น และดูดซับผลกระทบจากปัจจัยลบ และความผันผวนเงินทุน ขณะที่ความต้องการเงินดอลลาร์มีเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในประเทศ และความต้องการส่งเงินลงทุนไปต่างประเทศ การยกเลิกมาตรการสำรอง 30% ก็สามารถทำได้”. 

 

ที่มา ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551


<- Last Page • Next Page ->

About Me

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะไปทางไหน ใครตอบได้ แนวคิด weblog นี้ เพื่อจะรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ และร่วมกันแสดงความเห็นทั่วไปในทางเศรษฐศาสตร์

Blog Statistics
(total loads/total visitors/today visitors)

Internet Providers Home Security

Recent Posts

• ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2
• เชื่อฤกษ์เชื่อดาว ทางพุทธคือคนโง่
• ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% “ษา” ถอยแต่ยังคาดอกเบี้ย-หวั่นเงินบาทแข็งต่อ
• เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ชงประชานิยมสูตรพิเศษดันจีดีพีโต 6%
• รับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามข้ามโลก!
• 'ธาริษา' ยอมลดดอกเบี้ยกระตุ้น
• เตรียมตัวรับวิกฤติโลก
• ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยแสนล. + โดมิโนเศรษฐกิจเริ่มแล้ว /ไวรัสซับไพรม์ลามโลก / จอร์จ โซโรส ชี้สุดเลวร้าย
• ปฎิบัติการจัดตั้งทีวีสาธารณะ 'คร่า' จริยธรรมสนองเจตนารมณ์ซ่อนเร้น
• วีรบุรุษหลงสนาม จาก ทีมข่าวเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
• ศาลฯ สั่งไม่เพิกถอนหุ้น ปตท.จากตลาด ส่วนที่ดิน-ท่อกาซ-ท่อน้ำมัน โอนคืนแผ่นดิน
• เสียดายเวลา
• ความเห็นสะท้อน จาก คอลัมน์ ศักดินาเพื่อนนายกฯ
• การ์ตูน...เกี่ยวกับความดี...ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน
• เอาประชานิยม…แต่ต้องเพิ่มภาษี
• ผ่า!นโยบายเศรษฐกิจ กากบาทผิด ชีวิตคนไทยเอวัง
• ปู่ห้าว" จวกนโยบายราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย เพ้อเจ้อ!
• นโยบายสำหรับเศรษฐกิจไทย : เพิ่ม “การผลิต” ไม่ใช่เพียง เพิ่ม “เงิน” ง่ายๆ
• ค่าครองชีพพุ่ง เหลียวหลังแลหน้า ประชาชนจะพึ่งใคร
• ชำแหละไส้ใน “พ.ร.บ.เงินตรา” ธปท. ซ่อนเงื่อนใช้เงิน “คลังหลวง” ล้างขาดทุน
• 1 ปี เศรษฐกิจไทยกับรัฐประหาร ประเทศชาติได้อะไร?
• บินไทยกระอักเซ่นนโยบายรัฐ
• หนี้เน่ากระฉูด4แสนล.
• หนี้เน่าไตรมาส 2 เพิ่ม 9.7 หมื่นล. ภาคอุตสาหกรรมแบกหนักสุด
• แฉความจริงเศรษฐกิจไทย เตือน "ขิงแก่" เร่งเยียวยาก่อนพังพาบ
• อายเวียดนาม
• เอกชนสุดทนผลงาน “โฆสิต” ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมทรุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี
• "ความรู้" ที่ท่านอาจจะ "ยังไม่รู้"
• ความเชื่อ - แนวคิด - เศรษฐกิจ - การพัฒนาชาติ
• ปชป.ทันสมัย ขาย นาฬิกาจตุคาม ????
• จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ ...?
• ว.วชิรเมธี : จตุคามรามเทพ
• 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
• ทุนสำรองระหว่างประเทศ เกินพอดี อันตราย
• ส่งออกพังพาบจ่อเลิกกิจการ สัญญาณร้ายชำระหนี้ มีปัญหา
• สิ่งทอระบุปิดรง.แล้ว 200 แห่ง
• ปฏิบัติการบริหารรถไฟฟ้า ถึงเวลารัฐบาลเปิดเกมรุกรวบอำนาจ
• เตือนรัฐอย่าฝืนบิดเบือนตลาด
• พิษบาทแข็งดันนำเข้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• รถ TATA ในอนาคต 2
• รถ TATA ในอนาคต
• นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก Keynes ถึง Krugman
• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 8 , 9 , 10
• รายชื่อรัฐวิสาหกิจ
• รายชื่อกระทรวงของประเทศไทย
• บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
• สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ
• ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ
• จำนวนสถาบันการเงินและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
• อัดฉีดอีโคคาร์แต่วางเงื่อนไขสุดหิน
• จี้เลิกดั้นเมฆดีเซลรางลอยฟ้า สป.ชี้มีแต่สูญ มหาศาลด้านรัฐยังหวังอ้อนเจบิค
• มาลงทุนในตัวเองกันเถอะ
• สหพัฒน์” กุมขมับ คาดรายได้ทั้งเครือหาย 6.5 พันล้าน
• รถไฟฟ้ายิ่งทำยิ่งมั่ว
• ดัชนี “ด้อยพัฒนา” คอลัมน์ เหะหะพาที
• เหล็กซิลิคอนขู่ย้ายฐานลงทุน
• ห่วงคนจนรายได้ต่ำรสนิยมสูง ถลุงเงินกินเหล้า 3.8 หมื่นล้าน
• 'การเมือง' ฉุดยอดขายสินค้าวูบ 'อำพน' เผยคน ไทยไม่มีกะใจเดินจับจ่ายใช้สอย
• “สุวรรณภูมิ” กับวาระซ่อนเร้น กว่าถั่วจะสุก...งา (ทอท.) ก็ไหม้เสียก่อน
• ปลอบประโลมคนใช้รถ ปตท.ลดราคาน้ำมัน40สต.
• อสังหาริมทรัพย์ซึมยาว
• ไร้เดียงสา บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
• รวมการ์ตูน จากนสพ.ไทยรัฐ
• การ์ตูนจากไทยรัฐ 28-5-50
• การ์ตูนจาก ไทยรัฐ 29-5-50
• ธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ซึมยาว ระเบิดซ้ำซากฉุด ดัชนีอุตสาหกรรมทรุดหนัก
• การเมืองป่วนการบริโภคซบฉุดเศรษฐกิจดิ่ง หนุน นักธุรกิจไทยโกยเงินนอก
• เจบิกชะลอปล่อยกู้รถไฟสายสีม่วง
• องค์จตุคามฯมาทันเวลา คอลัมน์ สามัญสำนึก
• รัฐบาลฟันธงปีนี้จีดีพีโต 4% ส่งสัญญาณ "ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว"
• สุวรรณภูมิจ่อชวดฮับ"คาเธ่ย์"ย้ายซบสิงคโปร์
• ตั้ง200คนซี7ดรีมทีมรีดภาษี
• คลิก! กลยุทธ์กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ
• รง.การ์เม้นต์พ่ายพิษบาทแข็ง +ปิดกิจการแล้วกว่า 100 โรง/ส่งออกไตรมาสแรกต่ำสุดรอบ 20 ปี
• หวั่น “ยุบพรรค” ทำเศรษฐกิจช็อก สอท.ผวาบานปลาย ดับไม่ได้กู่ไม่กลับแน่
• พลังงานยันเอาอยู่ปัญหาราคาน้ำมัน
• ฟ้องศาลน้ำมันแพง ใครกำไรใครขาดทุน
• เมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นรถดีเซลราง
• พรุ่งนี้มีคำตอบ
• น้ำมันแพงฉุดเศรษฐกิจฟื้นจำกัด รอรัฐบาลหน้า-ประชาชนระทม
• คนไทยหนี้นอกระบบท่วมหัว เศรษฐกิจบักโกรกรายได้ไม่พอใช้ต้องกู้ซื้อสินค้ายังชีพ
• ภูฏาน-ดัชนีความสุขเริ่มหายไป
• บริษัทใหม่วูบ 20.76% - รับเหมาเจ๊ง
• พิษเศรษฐกิจคนไทยเงินขาดมือ
• รายได้ขาดมือเหตุก่อหนี้เพิ่ม หอการค้าไม่เครียด ให้คะแนนผลงานขิงแก่ 7:10
• คลังเพิ่มขาดดุลงบประมาณปี51 ชงขุนคลังเคาะ 4.5-5หมื่นล้าน งบลงทุนถูกโยกเป็นงบลับทหาร
• ระวังบ้านเมืองพัง ทรงเตือน คลี่วิกฤติยุบพรรค [25 พ.ค. 50 - 02:47]
• ฐานะการคลังส่อวิกฤต ยอมรับ 7 เดือนแรกปีงบ 50 ขาดดุลเงินสดกว่า 2.17 แสนล้านบาท
• เศรษฐกิจพอเพียง เพียงพอต่อการบริหารประเทศ จริงหรือ?

Friends